TsisWorld

Day: November 16, 2021

  • การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้จริง

    การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้จริง

    เมื่อกล่าวถึงคำว่า “งานวิจัย” หลายคนคงนึกถึงนักวิชาการครูบาอาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ต้องมีบทบาทในการศึกษาวิจัยในประเด็นต่างๆ หากพูดถึงชาวบ้านโดยทั่วไป ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยในสังคม คงยากที่จะทำวิจัยได้ หากแต่มีงานวิจัยอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community Based Research : CBR) ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนท้องถิ่นเกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้จริง ด้วยการเข้าร่วมกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชนเพื่อกำหนดโจทย์/คำถามวิจัย การทบทวนทุนเดิมในพื้นที่ สถานการณ์ปัญหาผลกระทบที่มีต่อชุมชนในทุกมิติ จนสามารถสรุปได้ว่าอะไรที่เป็นโจทย์ร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง และเป็นทุกข์ร่วมของชุมชน (ทุกข์หน้าหมู่) และนำไปสู่การออกแบบการวิจัย และการวางแผนปฏิบัติการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การทดลองปฏิบัติจริง เพื่อสร้างรูปธรรมในการตอบโจทย์วิจัยหรือแก้ปัญหาในพื้นที่วิจัย ตลอดจนการประเมินผลและสรุปบทเรียน รวมถึงสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยชาวบ้าน คนในชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐนักพัฒนาและผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้และกลไกการจัดการปัญหา เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชนในพื้นที่วิจัย

    อำเภอบ่อเกลือ จะเป็นพื้นที่ชนบทที่อยู่ห่างไกล โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำและผืนป่าที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ มีเขตการปกครองอยู่ 4 ตำบล คือ ตำบลบ่อเกลือเหนือ ตำบลบ่อเกลือใต้ ตำบลภูฟ้าและตำบลดงพญา 39 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากรทั้งหมด 14,907 คน ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ คนเมืองและม้ง ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่สูง ประกอบอาชีพการปลูกไร่ข้าวหมุนเวียนเป็นหลัก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นร่วมของคนในพื้นที่ คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งปัญหาดังกล่าวจึงถูกพัฒนามาเป็นโจทย์วิจัย ภายใต้โครงการ กลไกการเสริมสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นและการเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน โดยชุมชนมีส่วนร่วม : กรณีศึกษา พื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยมีพื้นที่วิจัยจำนวน 3 ตำบล คือ ตำบลภูฟ้า ตำบลบ่อเกลือใต้และตำบลดงพญา และมีนักวิจัยชาวบ้านจำนวน 100 คน เป็นทีมวิจัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) งาน SRI Unit ภายใต้แผนงานท้าทายไทย ชุดสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยใช้เครื่องมือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ซึ่งงานวิจัยดังกล่าว เป็นงานวิจัยที่ดำเนินการโดยนักวิจัยชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ที่เห็นความสำคัญของปัญหาและที่ต้องการให้คนในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยและเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ได้ลุกขึ้นมาค้นหาปัญหาของตนเอง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนสังคมและมีเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานวิจัย รวมทั้งให้ชาวบ้านในพื้นที่มีโอกาสกำหนดนิยามและปัญหาคอร์รัปชันด้วยตนเอง และสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความร่วมมือของชาวบ้านและหน่วยงานในพื้นที่ต่อการแก้ไขปัญหาและสร้างกลไกเฝ้าระวังด้านคอร์รัปชัน

    ในปี 2562 ถือเป็นปีที่ 2 ของการดำเนินการวิจัย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการศึกษาวิจัย โดยเน้นในส่วนของการสร้างกลไกในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน และเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญคือ การนำเอาข้อค้นพบจากผลการศึกษาวิจัย ระยะที่ 1 ทั้งข้อมูลความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งยังคงเป็นความรู้ระดับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่สิ่งที่จะต้องศึกษาในระยะที่ 2 คือ การสืบค้นข้อมูลให้ลงลึกในรายละเอียด ทั้งในระดับสถิติของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเด็น รวมถึงระดับโครงสร้าง ทั้งนี้เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ระดับพื้นที่ไปสู่ความรู้ในระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชนโดยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ผลกระทบ ผลเสีย สร้างความรู้ความเข้าใจ ทั้งในเรื่องค่านิยม การปลูกฝัง ทัศนคติของคนในชุมชน ในเรื่องหลักคุณธรรมความดี การรู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน สถานศึกษา องค์กรต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงในกลุ่มของเยาวชน นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ เสริมสร้างการเรียนรู้ในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของความเป็นพลเมือง สิทธิขั้นพื้นฐาน และเรียนรู้ในเรื่องวิธีการดำเนินงาน งบประมาณโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง ให้กับคนในชุมชนท้องถิ่น และควรที่จะมีการบันทึกข้อมูลผู้รับเหมา – รับจ้าง ในพื้นที่ทั้งหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานราชการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงควรมีการทดลองปฏิบัติการหรือมีภาคปฏิบัติเพื่อสร้างการเรียนรู้ของคนในชุมชน เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การฝึกดูโครงการ รายละเอียดโครงการ ฝึกการตรวจสอบ การสอบถามการทำงานจัดซื้อจัดจ้าง หรือการดำเนินงานโครงการต่างๆ รวมถึงทดลองการแจ้งเบาะแสผ่านเครื่องมือที่สร้างโดยทีม SIAM LAB เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในชุมชนตลอดจนการก้าวข้ามความกลัวต่าง และเป็นการเรียนรู้จากของจริงในพื้นที่

    ADVERTISEMENT

    นอกจากนั้นการสร้างกลไกในการเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน จำเป็นต้องสร้างกลไกในหลายๆ ด้าน เช่น

    1.กลไกการเฝ้าระวัง ทั้งในการไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ ตั้งแต่เริ่มมีการดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่จะต้องให้คนในชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลโครงการ ติดตามระหว่างดำเนินงานโครงการและสรุปประเมินหลังเสร็จสิ้นโครงการ รวมถึงกลไกการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง ที่เป็นชาวบ้านที่จะตกเป็นเครื่องมือของการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ เช่น การใช้ความไม่รู้ของชาวบ้านในการก่อทุจริตในโครงการ การเปิดบัญชีผี การลงลายชื่อเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมที่จำเป็นต้องขอลายเซ็นจากชาวบ้านในการเบิกเงินโครงการ เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวมักเกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ในด้านนี้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

    2.กลไกการให้กำลังใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาทำงานด้านนี้ ถือเป็นเรื่องยากและอันตราย การก้าวข้ามความกลัว จึงเป็นปราการด่านแรกที่ชุมชนต้องผ่านให้ได้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีอันตราย ทั้งภัยจากอิทธิพลมืดหรือการบังคับข่มขู่ จำเป็นที่จะต้องมีการผนึกกำลังกันของกลุ่มคนในพื้นที่ เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การให้กำลังใจซึ่งกันและกันตลอดจนการปกป้องดูแลรักษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    3.กลไกการสื่อสาร ถือเป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่ปัจจุบันอยู่ในยุคดิจิทัล ยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จำเป็นต้องมีความชัดเจน แม่นยำ ตลอดจนการสื่อสารในเรื่องการดำเนินโครงการต่างๆที่ส่อไปในทางทุจริต หรือแม้แต่การแจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ในเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ไม่สามารถที่จะสื่อสารตรงๆ ได้ เนื่องจากการกลัวภัยที่จะมาถึงตัว ดังนั้น คำถามที่สำคัญคือจะมีวิธีการสื่อสาร/ช่องทางการสื่อสารแบบไหนวิธีใดที่จะช่วยป้องกันให้กับผู้แจ้งเบาะแสได้ นอกจากนั้นยังรวมถึงการสื่อสารความรู้การป้องกันเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชันให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และจะมีแรงจูงใจอะไรที่จะช่วยให้ชาวบ้านได้แจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่

    4.กลไกการหนุนเสริม ทั้งในด้านความรู้ทางวิชาการ และกระบวนการทางความคิด กระบวนการทำงานร่วมกัน รวมถึงการมีเพื่อนร่วมทางที่ดี ทั้งในระดับชุมชน ตำบล อำเภอ ป.ป.ช.สตง. และจังหวัด เพื่อสร้าง “ทีมที่มีคุณภาพ มีใจร่วมและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน”

    ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายที่สำคัญ คือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว การเรียนรู้ ตระหนักรู้ สร้างกลไกการเสริมสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นและการเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ผลกระทบ ผลเสีย ที่นำไปสู่การสืบค้นข้อมูล การจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งในส่วนของสถานการณ์ปัญหา รูปแบบการคอร์รัปชัน ผลกระทบ การสรุปผลการเก็บข้อมูล และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนพูดคุยในวงใหญ่ ทั้งในระดับชุมชนและระดับที่เหนือขึ้นไป เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยใช้เครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมในด้านการตรวจสอบที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เป็นเครื่องมือเชิงบวก เป็นสิ่งที่ชาวบ้านอยากทำ ท้องถิ่นอยากแก้ ไม่ปฏิเสธและทีมวิจัยทำได้ รวมถึงเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายสอดคล้องสภาพภูมิสังคมในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหา และเกิดความร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ป.ป.ช.น่าน ป.ป.ท.น่าน สตง.น่าน ภาคเอกชน หน่วยงาน องค์กรภาคชุมชน ร่วมมือกันปรึกษาหารือกัน เพื่อพัฒนาระบบและกลไกในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นและกลไกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ โดยเฉพาะธรรมาภิบาลด้านความโปร่งใสเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมและนิติธรรม รวมถึงสร้างวัฒนธรรมต้านการทุจริตคอร์รัปชัน สร้างการตื่นตัวให้กับคนในชุมชนและการก้าวข้ามความกลัวของคนในชุมชน โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โจทย์วิจัยเป็นของชุมชน และมีการทดลองปฏิบัติการร่วมกันของคนในชุน ทั้งนี้เพื่อให้คนเล็กคนน้อยในระดับพื้นที่ เกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติ และค้นหาและสร้างต้นแบบนวัตกรรมทางสังคมในระดับต่างๆ ทั้งระดับกลุ่ม องค์กรและพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างมีส่วนร่วมและสมัครใจ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงระบบกลไกบริหารงานของหน่วยเป้าหมาย เพื่อลดช่องทางคอร์รัปชัน โดยการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางสังคม เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเพื่อเสริมสร้างประสิทธิผลของหน่วยงานกำกับดูแลและป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน รวมถึงสร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันในการตระหนักรู้ด้วยข้อมูล และใช้ข้อมูล ข้อค้นพบจากกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนทางนโยบายและสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

    ดังนั้น โจทย์ร่วมที่สำคัญของการขับเคลื่อนงานวิจัย กลไกการเสริมสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นและกลไกเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน
    โดยชุมชนมีส่วนร่วม กรณีศึกษา : อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านคือการเสริมสร้างพลังของคนในชุมชน ให้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนกระบวนการทำงานร่วมกัน โดยมีหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาหนุนเสริมเติมเต็มศักยภาพของทีมวิจัยชาวบ้าน ถือเป็นการรวมพลังของดอกไม้หลากสีบนแจกันเดียวกัน ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงของคนในพื้นที่ และสามารถนำผลการศึกษาวิจัยไปแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับพื้นที่ได้ และจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “ชาวบ้านทำวิจัยได้” และ “ใครๆก็ทำวิจัยได้”

    อภิสิทธิ์ ลัมยศ

    ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.น่าน

    (พอเพียง เคียงธรรม นำวิถีน่าน)

  • หนูรับไม่ได้กับการโกงการวิจัย

    หนูรับไม่ได้กับการโกงการวิจัย

     หนูขอท้าวความก่อนนะคะ หลังจากที่หนูจบปริญญาตรีจาก … หนูมาสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบัน …. มหาวิทยาลัย …. ในวันที่สอบสัมภาษณ์มีอาจารย์ประมาณสิบคนเป็นกรรมการ หลังจากวันสัมภาษณ์ประมาณหนึ่งสัปดาห์มีอาจารย์โทรมา แกเป็นผู้หญิงค่ะ อายุห้าสิบกว่า แกก็บอกหนูว่าแกเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่สัมภาษณ์หนูในวันนั้น ดูจากผลการสอบสัมภาษณ์คิดว่าก็น่าจะผ่านได้เข้าเรียน และเสนอว่าตอนนี้อาจารย์มีทุน โครงการปริญญาเอก… อยู่ในมือ (ทุนนี้นักเรียนต้องมีชื่อแรกในเปเปอร์ 2 เปเปอร์) สำหรับการทำวิจัยเรื่องนึง สนใจไหม อาจารย์แกก็บอกให้ลองเอาไปคิดดูค่ะ      และยังบอกว่าแกมีลูกศิษย์คนนึงที่จบเอกจากแก และตอนนี้ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่ ….. ให้หนูไปลองคุยกับเขาดูได้ค่ะ จากงานวิจัยที่แกพูดมาเป็นแนวทางที่หนูมีความสนใจ และหนูก็ลองไปคุยกับอาจารย์ที่ … ที่เป็นลูกศิษย์ ป.เอก ของแกค่ะ คำถามนึงที่หนูถามคือ อาจารย์ใจดีไหม อาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ ป. เอก ก็พูดอ้อมๆบอกว่าอาจารย์แต่ละคนก็มีสไตล์เป็นของตนเอง (ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้เอะใจอะไร) และก็บอกว่าอาจารย์เป็นคนเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ค่ะ หลังจากนั้นหนูก็มีการปรึกษากับครอบครัว และสุดท้ายก็ตัดสินใจรับทุนและเปลี่ยนสถานะจากนักศึกษาปริญญาโทมาเป็นเอก
     หลังจากเข้ามาเรียน course work ในสถาบันก็จะมีรุ่นพี่หรือเจ้าหน้าที่มาถามว่าน้องใหม่มีแลปหรือยัง เราก็ตอบไปว่ามีแล้วแลปอาจารย์คนนี้ค่ะ ทุกคนมีปฏิกิริยาเดียวกันเมื่อได้ยินชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของหนูคือ หงายเงิบเบาๆ ยิ้มแหยๆ และพูดว่า เออ! อาจารย์เค้าก็ดี หนูก็เริ่มใจไม่ดีตั้งแต่บัดนั้น พอมาเรียนวิชาที่แกสอนก็ใจไม่ดีหนักเข้าไปอีกจากการที่เห็นเค้าต่อว่าเด็กนักเรียนใน class ระหว่างนั้นก็มีคนเตือนอาจารย์บางท่านก็เตือนด้วยความหวังดีว่าเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ดีไหม แต่หนูก็คิดว่าอยากจะลองดูสักตั้งอาจจะไหวก็ได้ หลังจากเรียนจบ course work ก็เข้าแลปทำวิจัยเต็มตัว และที่แลปจะมี lab meeting กับแกทุกวันจันทร์ทำให้หนูเห็นว่าหากทำงานไม่ตรงใจแก หรือทำอะไรผิด ก็จะถูกตวาด ต่อว่าอย่างรุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้าง เวลาผ่านไปก็ได้เห็นอุปนิสัยแกมากขึ้นทำให้รู้ว่าแกเป็นคนขี้วีน อะไรไม่ได้ดั่งใจก็ตวาด ตะคอกเด็กนักเรียน พูดเอาดีเข้าตัว ชั่วเข้าคนอื่น ความสำเร็จใดๆ สิ่งที่ดีใดๆคือมาจากแก แต่ปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือมาจากนักเรียน ทำให้หนูไม่เคยรู้สึกถึงบรรยากาศของการเรียนรู้ที่แท้จริง บรรยากาศของการที่อาจารย์กับนักเรียนจับมือสู้ไปด้วยกันแต่เหมือนอาจารย์เป็นเจ้านาย นักเรียนเป็นคนรับใช้ซะมากกว่า ด้วยเหตุนื้ทำให้เมื่อเกิดปัญหาเรื่องงานวิจัยขึ้นมาก็จะรู้สึกไร้ที่พึ่ง

    ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร สรุปคือนอกจากจะต้องเครียดเรื่องแลปแล้วยังจะต้องมาเครียดเรื่องคน (ซึ่งก็คืออาจารย์ที่ปรึกษา) ทำให้หนูอดอิจฉาเพื่อนๆแลปอื่นไม่ได้ เพื่อนบางคนพูดกับหนูว่าหากเค้าตั้งใจทำแลปอย่างสุดความสามารถแล้วแต่ถ้าผลที่ได้ไม่เป็นไปตามคาดหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้น ถึงจะเครียด
    แต่ลึกๆก็ก็ยังรู้สึกอุ่นใจว่ายังมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะสามารถช่วยเหลือให้ปัญหาทุกอย่างผ่านไปได้ หนูฟังแล้วน้ำตาจะไหล แต่สุดท้ายตอนนั้นหนูก็บอกกับตัวเองว่าโอเค ถ้าแกวีนแค่เรื่องงานเราอดทนได้ (ถึงตรงนี้หนูขอแสริมว่าหลังจากเข้าแลปหนูมีโอกาสได้เจออาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่ปรึ
    กษาหนู ที่หนูเคยไปคุยด้วยอะค่ะ เจออยู่สองสามครั้ง ครั้งนึง แกก็มาถามว่าอยู่แลปนี้เป็นไง และบอกอีกว่า อาจารย์แกก็เป็นแบบนี้แหละนะ อ่าว! ครั้งต่อมาแกก็พูดว่าแกบอกกับตัวเองว่าถ้าตัวเองเป็นอาจารย์จะไม่ทำตัวแบบอาจารย์ที่ปรึกษาหนู อ่าว! ตอนแรกไม่เห็นจะให้ข้อมูลอะไรเราเลยเรื่องนิสัยส่วนตัวอาจารย์) หนูก็อดทนมาเรื่อยๆจนเข้าปีที่สี่ มันมีเหตุการณ์คือ อาจารย์แกเหมือนมีอคติกับหนู หนูไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ได้แต่สันนิษฐานว่า

    1. หนูอาจไปทำอะไรที่กระทบ ego แกและทำให้แกเสีย self และ
    2. ตอนนั้นแลปมีปัญหาหนูก็ทำการทดลองสองสามอย่างเพื่อหาทางแก้ปัญหานั้น แต่หนึ่งในการทดลองที่หนูทำหนูไม่ได้ปรึกษาแกก่อน หนูหาข้อมูลเองแล้วก็ลองทำ preliminary experiment เล็กๆ และพบว่าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หนูจึงเอาไปบอกแก แต่หนูไมรู้จริงๆว่าการที่หนูทำ preliminary experiment
      ข้างต้นนั้นไปทำให้แกโกรธมากๆได้อย่างไร เวลาพูดเรื่องนี้ทีไรแกก็เอาแต่ต่อว่า และพูดว่าจะทำทำไม ทำไปก็เอาลงเปเปอร์ไม่ได้ (แต่สำหรับหนูคิดว่า อย่างไรซะมันก็คือกระบวนการเรียนรู้ จะผิดจะถูกสามารถแนะนำกันดีๆได้ ไม่เห็นว่าจะต้องต่อว่ากันขนาดนี้) นอกจากนี้ พอหนูจะไป present งานให้ thesis
      committee ฟังหนูต้องทำ presentation slide ไปให้แกดู พอมาถึง slide ของ preliminary experiment ข้างต้น แกถึงกับไม่ฟังแต่กลับถามถึงแต่งานอื่น หนูก็เลยตัดสไลด์ที่ว่าออกไป พอไป present จริง ระหว่างพรีเซนต์แกก็ทำเป็นถอนหายใจ กุมขมับ ทำเสียงปึงปังเป็นระยะ เหมือนจะแสดงความไม่พอใจในตัวหนูให้ committee ได้รู้ พอถึงช่วงถามคำถาม committee ก็ถามมาคำถามนึงซึ่งการจะตอบคำถามได้หนูต้องโยงถึง preliminary experiment นั้นที่หนูได้ทำไป committee ท่านก็ถามถึงรายละเอียดของการทดลองนั้น ระหว่างนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาหนูก็คอยโวยวายว่าจะทำทำไมไม่รู้ เอาลงเปเปอร์ก็ไม่ได้ แต่ท่าน committee กลับบอกว่า การทดลองนี้ก็สำคัญนะ ทำไมถึงไม่ใส่ใน presentation มา หนูก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะตอบยังไง
      หลังจากนั้นมาแกก็ไม่ได้ลดละความแรงลง ทุกครั้งที่หนูเข้าไปหาแกที่ห้องทำงาน เอางานไปให้ หรือไปติดต่ออะไร แค่แกเห็นหน้าหนู หนูยังไม่ทันพูดอะไร แกก็จะถอนหายใจใส่ สบถบ้างอะไรบ้าง ก่อนหนูออกจากห้องก็ต้องหาอะไรมาต่อว่าสักอย่าง เวลามี lab meeting พอคนอื่นพูดก็ดูรับฟังดี แต่พอถึงตาหนูก็ไม่ค่อยจะรับฟัง พยายามหาที่ให้หนูผิดจนได้ ต้องมีการต่อว่าแบบสาดเสียเทเสีย ชักแม่น้ำทั้งห้าและเหตุการณ์ในอดีต ความผิดพลาดในอดีตมาพูดเหมือนเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวง พูดเหมือนหนูไม่มีความดี เวลาคนอื่นทำผิดพลาดก็อดไม่ได้ที่จะโยงมาหาหนูว่าก่อนหน้านี้เธอก็เคยทำผิดพลาดเรื่องนี้ บางครั้งเวลาแลปมีปัญหา หนูก็หาเปเปอร์ไปเสนอแกว่าคนอื่นเค้าทำกันแบบนั้นแบบนี้ แกบอกโอเคงั้นลองทำแต่กลับ assign งานนั้นไปให้ผู้ช่วยวิจัย และต่อมาก็มาพูดเหมือนว่างานนั้นเป็นงานที่แกกับผู้ช่วยวิจัยทำกันสองคนไม่มีความเกี่ยวข้องกับหนูแต่อย่างใด เวลาหนูไปพรีเซนต์งานแกก็บอกหนูว่าให้พูดไปด้วยว่างานนั้นทำโดยผู้ช่วยวิจัย แกพยายามทำเหมือนหนูไม่ได้ทำอะไรไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับงานนั้น การกระทำของอาจารย์เหล่านี้ทำให้หนูแทบจะประสาทเสีย และปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้หนูสูญเสียความมั่นใจในตนเอง และ self esteem ไป และไม่มั่นใจว่าตนเองจะเดินทางสายนี้ต่อไปได้อีกหรือทำมันเป็นอาชีพได้อีก และมันยังทำให้หนูเริ่มหมดศรัทธาในตัวแกเพราะสิ่งที่แก่ทำเหมือนจงใจจะทำร้ายหนู หนูคิดว่าตนเองก็เป็นแค่เด็กนักเรียนคนนึง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง ยิ่งจะให้เก่งเท่าอาจารย์หนูก็คงทำไม่ได้ หนูแค่อยากจะมาเรียนหนังสือ หนูจึงไม่เข้าใจว่าอาจารย์มาทำกับหนูขนาดนี้ทำไม สิ่งที่แกทำเหมือนไม่เห็นว่าหนูเป็นนักเรียนแล้ว เหมือนเห็นหนูเป็นศัตรูที่แกต้องทำลาย และเหมือนแกหลงลืมจรรยาบรรณ์ความเป็นอาจารย์ไปหมดสิ้น
      แต่เรื่องที่สุดๆสำหรับหนูคือ มีเด็กนักเรียน ป.โท คนใหม่มาเข้าแลปค่ะ หนูขอบอก background คร่าวๆนะคะ เด็กคนนี้ฐานะที่บ้านน้องไม่ค่อยสู้ดี แม่เป็นแม่บ้าน พ่อขับแทกซี่ค่ะ พอน้องเข้ามาทำงานในแลปได้ซักพักมีอาการป่วย เหมือนต่อมน้ำเหลืองที่คอโตหลายจุด หนูจึงบอกน้องให้ไปหาหมอ ผลตรวจปรากฎว่าเธอติดเชื้อ HIV แต่สุดท้ายก็ทำความตกลงกันทุกฝ่ายทั้งอาจารย์และทุกคนในแลปว่าก็ให้น้องเรียนต่อไป อยู่ในแลปน้องคนนี้เป็นที่โปรดปรานของอาจารย์มากเพราะทำแลปเร็ว ได้ผลดีตลอด แลปแทบไม่เคยมีปัญหา แต่ละผลการทดลอง error bar เล็กมากสวยงาม พอคนอื่นๆที่ทำแลปลักษณะเดียวกันทำไม่ได้สวยเหมือนน้องเค้าทำก็จะถูกต่อว่า และให้ไปคุยกับน้องว่าเค้าทำยังไงถึงได้ดี แต่ถามทีไรก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากที่พวกเราทำเลย แถมพวกเรายังระมัดระวังมากกว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้หนูและพี่ผู้ช่วยวิจัยเริ่มสงสัยในตัวน้องคนนี้เพราะหนูกับพี่ผู้ช่วยวิจัยทำแลปลักษณะเดียวกับน้องแต่การจะได้ผลให้สวยงามแบบน้องเค้านั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยแค่ three independent experiments นี่ อย่าหวังเลย พวกเราจึงมีความสงสัยในตัวน้องคนนี้และประกอบกับว่าอาจารย์เคยพูดเหมือนอยากเอา result ของน้องคนนี้มาใส่ในเปเปอร์หนู แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ ซึ่งหากมีความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ทั้งหนูและพี่ผู้ช่วยวิจัยที่จะมีชื่อในเปเปอร์นี้ต้องเดือดร้อนแน่ พวกเราจึงตกลงกันไปบอกอาจารย์เพื่อนขอให้อาจารย์ช่วยพูดกับน้องว่าเราอยากขอดู raw data แต่อาจารย์ปฏิเสธ โดยพูดว่าถ้าพวกเธอสงสัยก็ไปถามเองสิมายืมมือชั้นให้ถามให้ได้อย่างไร เราสองคนจึงต้องจัดการเรื่องนี้เองค่ะ
      สุดท้ายหนูมาเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่าน้องมีการตัดต่อ ตัดแปะ band บน Thin layer chromatography plate ให้ได้รูปที่สวยงาม เราจึงไปบอกอาจารย์ถึงสิ่งที่เราพบ อาจารย์เหมือนไม่ปักใจเชื่อและให้เราไปถามความจริงจากเจ้าตัวเอง จากที่หนูกล่าวข้างต้นว่าอาจารย์เคยพูดเหมือนอยากเอา result ของน้องคนนี้มาใส่ในเปเปอร์หนู หลังจากพบหลักฐานว่าน้องมีการทำผิดจริยธรรมการวิจัยโดยการปลอมผลการทด ลอง หนูคิดว่าอาจารย์คงจะล้มเลิกความคิดนั้น แต่เปล่าเลย เช้าวันรุ่งขึ้น ประมาณหกโมงเช้า ย้ำค่ะ หกโมงเช้า อาจารย์ถึงกลับโทรมาหาหนูและพูดว่าเค้าได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะเอาผลของน้องคนนี้ลงเปเปอร์หนูและขู่ว่าหากหนูยังยืนยันที่จะพูดว่าน้องคนนี้ปลอมผลและไม่ต้องการให้เอาผลของน้องคนนี้ลงเปเปอร์ เปเปอร์ของหนูก็เจ๊ง (เค้าใช้คำว่าเจ๊งจริงๆค่ะ) และทิ้งท้ายว่า นี่พี่แค่โทรมาให้ข้อมูลเฉยๆพอตอนบ่ายวันนั้นพวกเราจึงไปสอบถามกับตัวน้องว่าน้องทำการตัดต่อจริงหรือเปล่าตอนแรกน้องปฏิเสธแต่ซักไปซักมาน้องก็ยอมรับว่าทำจริงเราจึงไปบอกเรื่องนี้กับอาจารย์ อาจารย์ก็ถามว่าน้องทำจริงหรือเปล่าน้องก็ยอมรับต่อหน้าอาจารย์ว่าทำจริง อาจารย์ก็เหมือนตักเตือนว่าที่เธอทำเนี่ยร้ายแรงนะ แต่ยังไม่วายยังมีการพูดปกป้อง พวกเราแทบจะหงายเงิบไปตรงนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวตัวเองเสียหน้าหรือเปล่า หลังจากนั้นพวกเราได้มีการขอ raw data จากน้องมาเพื่อตรวจสอบ เราพบการปลอมแปลงข้อมูลอย่างรุนแรง บางการทดลองน้องบอกว่าวัดค่าวันนั้นวันนี้ แต่พอไปดู raw data ที่ถูก save อัตโนมัติในเครื่องวัด กลับไม่มีข้อมูลตามวันเวลาที่น้องได้บอก สรุปคือ แทบจะทุกสิ่งคือปลอมหมด พวกเรารายงานสิ่งที่พบเจอให้อาจารย์ฟังตลอดหนูก็พยายามพูดว่าไม่เอาผลน้องคนนี้ใส่เปเปอร์ได้มั้ยเพราะมีพฤติกรรมทุจริตแบบนี้ แต่แกก็ยังยืนยันจะเอาผลของน้องคนนั้นลง อ้างว่าแกเช็คดีแล้วว่าเป็นความจริง (แต่อาจารย์ไม่เคยมาเช็ค raw data แบบที่พวกหนูทำ เช็คแต่ข้อมูลที่น้องส่งให้ซึ่งไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน) และพูดซ้ำคำเดิมว่า ถ้าไม่เอาผลน้องคนนั้นลงเปเปอร์เปเปอร์หนูก็เจ๊ง หรืออาจตีพิมพ์ได้แค่ journal ที่ impact factor ต่ำๆ และแกยังขู่ว่าเรื่องนี้ถ้าจะเอาให้ทุกอย่างตรงไปตรงมาจริงๆ เปเปอร์นี้เธอ (คือหนู) ก็ไม่ควรจะได้ชื่อแรกในเปเปอร์ เพราะแม้แต่ manuscript เธอยังไม่เขียนให้ชั้นเลย ซึ่ง ไม่เป็นความจริงเลยค่ะ หนูเขียน manuscript ให้แกไปแล้ว ยื่นให้จารย์ต่อหน้าทุกคนในแลปตอน lab meeting แต่จะดีพอหรือไม่ดีพอจะเรียก manuscript มันก็เรื่องของอาจารย์ แต่สิ่งที่แกให้หนูเขียน หนูเขียนแล้ว ไม่ใช่ครั้งเดียวที่แกพูดแบบนี้ แต่หลายครั้ง เหมือนต้องการสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อขู่หนูและให้ยอมจำนนเอาผลของน้องคนนั้นลงเปเปอร์ หนูเคยปรึกษาเรื่องนี้กับพี่ที่แลปที่จบไปแล้วไปเรียนเอกอยู่ต่างประเทศ พี่เค้าเลยอีเมลล์ไปคุยกับอาจารย์ และตอนหลังหนูมาทราบว่า อาจารย์แกบอกพี่คนนั้นแบบเดียวกันว่าหนูไม่ได้เขียนแม้แต่ manuscri
Many players weighing new gaming sites end up comparing welcome packages, live dealer lobbies, and withdrawal speeds before signing up, and platforms like Cazeus Online Casino often show up in those side-by-side reviews. A short check of licensing credentials, available payment methods, and the variety of slot providers tends to separate the better regulated brands from the rest of the pack, so it is worth scanning the footer details and the terms page rather than just the promo banner. For anyone interested in trying Cazeus Online Casino, reading recent player feedback and noting the minimum deposit and wagering requirements usually gives a clearer picture than the headline bonus number alone.
Wie je live tafels wilt verkennen zonder gedoe, dan kan een account met snelle verificatie en heldere stortingslimieten helpen; wie liever sport en slots combineert, vindt via stake casino een overzichtelijke Nederlandstalige omgeving die aan alle eisen voldoet.