TsisWorld

Day: October 19, 2021

  • เทคนิคการเขียนเค้าโครงบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย (RESEARCH METHODOLOGY)

    เทคนิคการเขียนเค้าโครงบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย (RESEARCH METHODOLOGY)

    วิธีดำเนินการวิจัย เป็นส่วนประกอบของเค้าโครงวิทยานิพนธ์ที่มีความสำคัญ นิสิต นักศึกษาต้องมีความรอบคอบ รัดกุม ในการเขียน การนำเสนอ ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ประชากร กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล  การสร้างเครื่องมือ  การเก็บรวบรวมข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล  อย่างไรก็ตามในงานวิทยานิพนธ์เชิงปริมาณจะพบว่ามักมีข้อบกพร่องหลายประการ  เขียนประชากรและกลุ่มตัวอย่างไม่ชัดเจน การสร้างเครื่องมือไม่สอดคล้องกับการวิจัย  ผู้เชี่ยวชาญที่พิจารณาเครื่องมือรวบรวมข้อมูลไม่บอกว่าเป็นใคร ทำงานที่ไหน เขียนสูตรสถิติผิด  ดังนั้นเพื่อลดปัญหาหรือข้อบกพร่องดังกล่าว นิสิต  นักศึกษา ควรศึกษาวิธีการเขียน การนำเสนอให้เข้าใจเพื่อปกป้องเค้าโครงวิทยานิพนธ์และวิทยานิพนธ์ให้มีคุณภาพ

    วิธีดำเนินการวิจัย คือ การกำหนด วิธีการ กิจกรรมต่างๆ  และรายละเอียดการวิจัยที่นิสิต  นักศึกษาจะต้องทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล นับตั้งแต่ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไปจนถึงสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนวิธีดำเนินการวิจัยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การได้มาซึ่งข้อมูลที่สามารถตอบปัญหาของการวิจัยตามความมุ่งหมายของการวิจัยที่กำหนดไว้

        3.1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

          ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ หน่วยศึกษาหรือกลุ่มเป้าหมายที่นิสิต  นักศึกษาจะเก็บข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สุดแท้แต่งานวิจัยนั้นจะศึกษาอะไรในเรื่องใด  กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยในแต่ละเรื่องนั้น อาจจะมีกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม ระดับเดียวกันหรือหลายระดับก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขอบเขตของการวิจัย  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของการวิจัยจะมีผลอย่างมากต่อวิธีการเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นการเลือก ประชากร กลุ่มตัวอย่างต้องชัดเจน การเขียนก็เช่นเดียวกัน ต้องระบุให้ชัดเจน ครอบคลุม ระบุประชากรและจำนวนประชากรให้ชัดเจน จำนวนกลุ่ม ตัวอย่างต้องกำหนดไว้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวถึงวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีที่เหมาะสมและทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพในการปฏิบัติจริง ๆ พร้อมทั้งแสดงรายละเอียดของจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้ชัดเจน

    การเขียนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง มีข้อพึงระวังคือ ข้อความที่เขียนในบทที่ 1 ว่าประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือใคร ที่ไหน อย่างไร จำนวนเท่าใด ในบทที่ 3 ก็เช่นเดียวกัน ต้องเขียนเหมือนกันทุกประการ บ่งบอกถึงความคงเส้นความในการเขียนวิทยานิพนธ์ด้วย  บทที่ 3 จะแตกต่างจากบทที่ 1 คือ จะเขียนบอกวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง  พร้อมทั้งแสดงรายละเอียดของจำนวนกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งในบทที่ 1 จะไม่เขียนและแสดงรายละเอียด สำหรับปัญหาที่พบในเค้าวิทยานิพนธ์ คือ จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างไม่เหมือนกัน รวมทั้งข้อความการเขียนไม่เหมือนกัน เช่น บทที่ 1 บอกว่า มีจำนวน 86 คน บทที่ 3 บอกว่า มี จำนวน 89 คน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อบกพร่องที่พบบ่อย ดังนั้นการแก้ไขคือ คัดลอกข้อความจากบทที่ 1 เลยแล้วมาเพิ่มเติมวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง พร้อมแสดงรายละเอียด เท่านี้ก็เสร็จ ส่วนหลักในการเขียนอธิบายประชากรและกลุ่มตัวอย่าง มีรายละเอียดดังนี้

       1.  ประชากร

        ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่  ………(คือใคร)…….(ที่ไหน)……….(ปีไหน)

    …………(จำนวนเท่าใด)……………………………. (อาจจะแสดงตารางจำนวนประชากรประกอบ)

       2.  กลุ่มตัวอย่าง

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่  ………(คือใคร)…….(ที่ไหน)……….(ปีไหน)

    …………(จำนวนเท่าใด)………………….ซึ่งได้มาโดย…………………(ระบุวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง)…………..มีรายละเอียดการเลือกดังนี้(นิสิต นักศึกษา สามารถแสดงเป็นตารางหรือเป็นแผนภูมิแลดงวิธีการได้มาของกลุ่มตัวอย่างทั้งนี้ขึ้นอยู่วิธีการนั้น)  ดังตัวอย่างการเขียน

       1.  ประชากร

        ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่  ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี  ปีการศึกษา  2549  จำนวน  13,104  คน

       2.  กลุ่มตัวอย่าง

        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่  ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี  ปีการศึกษา  2549  จำนวน  500 คน  ซึ่งได้ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน  (Multi – stage Random Sampling) มีวิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและขั้นตอนการสุ่ม ดังนี้……..

        3.1.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยหรือรวบรวมข้อมูล

         เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญของการวิจัย เพราะจะเป็นสิ่งที่นิสิต  นักศึกษาได้เชื่อมกรอบแนวคิดของการวิจัยและแนวคิดต่าง ๆ ของตนกับความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือตัวข้อมูลที่จะนำมาสร้างเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ดังนั้นการทำวิทยานิพนธ์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลถือว่าเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมาก ในหัวข้อย่อยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในเค้าโครงวิทยานิพนธ์เป็นการเขียนอธิบายว่าในหัวข้อเรื่องที่ศึกษานั้นมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลว่ามีกี่ชนิด ประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งการกำหนดเขียนนั้นให้เขียนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยเท่านั้น  ส่วนเครื่องมือที่ไม่เกี่ยวข้องในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยไม่ต้องนำมาเขียนไว้ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น แบ่งออเป็น 3 กรณี คือ 1) เครื่องมือที่มีผู้อื่นสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว  นิสิต นักศึกษายืมมาใช้ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นของใคร สร้าง พ.ศ. ใด  2) เครื่องมือที่นิสิต  นักศึกษาสร้างขึ้นมาเอง  3) กรณีที่วิทยานิพนธ์ทำเรื่องเกี่ยวกับพัฒนาเครื่องมือ  ต้องเขียนแผนภาพประกอบรายละเอียดและทดลองไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง  สำหรับการเขียนอธิบายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีรายละเอียดไม่ซับซ้อน มี 2 ลักษณะ คือ

     กรณีที่  1  มีเครื่องมือชนิดเดียวเท่านั้นและมีแบบเดียว  มีลักษณะการเขียนดังนี้

     เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

      เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบ…………………….ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง   จำนวน …ฉบับ คือ ………………………………… แบ่งเป็น …………………ตอน ดังนี้

       ตอนที่ 1 ……………………………(ส่วนมากเป็นสถานภาพของผู้ตอบ) มีลักษณะเป็น ………………………..

       ตอนที่ 2 …………………………………..ซึ่งมีลักษณะเป็น …………………………………

      กรณีที่ 2 มีเครื่องมือหลายชนิดและมีหลายแบบ มีลักษณะการเขียน ดังนี้

       กรณีลักษณะนี้นั้น ควรเขียนเรียงลำดับบอกรายละเอียดของเครื่องมือแต่ละชนิดเท่านั้นตัวอย่างเช่น

       เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

        เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย … ชนิด ดังนี้

         1.  แบบ…..(ระบุชนิดเครื่องมือ)……..จำนวน .. ฉบับ  แบ่งออกเป็น … ตอน คือ  …….(บอกชื่อแต่ละตอนเท่านั้นว่าเป็นแบบไหน มีกี่ระดับ อะไรบ้าง)……….

         2.  แบบ…..(ระบุชนิดเครื่องมือ)……..จำนวน .. ฉบับ  แบ่งออกเป็น .. ตอน คือ  …….(บอกชื่อแต่ละตอนเท่านั้นว่าเป็นแบบไหน มีกี่ระดับ อะไรบ้าง)……….

         3.  แบบ…..(ระบุชนิดเครื่องมือ)……..จำนวน .. ฉบับ  แบ่งออกเป็น .. ตอน คือ  …….(บอกชื่อแต่ละตอนเท่านั้นว่าเป็นแบบไหน มีกี่ระดับ อะไรบ้าง)……….

    ตัวอย่างการเขียนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

       เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  จำนวน 1 ฉบับ แบ่งเป็น  3 ตอน คือ

        ตอนที่  1  แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม     

    มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check  List)

        ตอนที่  2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

    สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด   ตามกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน  มีลักษณะแบบสอบถามชนิดมาตรส่วนประมาณค่า(Rating Scale)  5  อันดับ  คือ  มากที่สุด  มาก  ปานกลาง  น้อย  และน้อยที่สุด

        ตอนที่  3  ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา  มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด (Open-ended form)

        3.1.3  การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

         หัวข้อนี้  จะกล่าวถึงหลักการ ขั้นตอนการเขียนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยหรือรวบรวมข้อมูล ว่านิสิต  นักศึกษาคาดว่าจะสร้างเครื่องมือแต่ละชนิดประกอบด้วยขั้นตอนใดบ้าง มีหลักการใดบ้าง กำหนดว่าจะสร้างจำนวนเท่าใด ต้องการจริงเท่าใด มีลักษณะอย่างไร  เช่น สร้างแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า(Rating  Scale) 5 ระดับ สร้างจำนวน 20 ข้อ  ต้องการจริง 15 ข้อ เป็นต้นและการหาคุณภาพเครื่องที่ใช้ในการวิจัยนั้น จะใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือกี่คน ทดลองกับใคร จำนวนเท่าใด  จะใช้สูตรใดในการหาค่าอำนาจจำแนก หาความยาก หาค่าความเชื่อมั่น และมีการกำหนดเกณฑ์คุณภาพเครื่องมือที่ระดับใด ซึ่งในการเขียนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นขั้นตอนโครงร่างที่นิสิต นักศึกษาจะคาดว่าทำและปฏิบัติตามขั้นตอนที่เขียนไว้เท่านั้น  แต่หลังจากนิสิตทำแล้วซึ่งจะเขียนเป็นวิทยานิพนธ์นั้น นิสิตต้องปรับเปลี่ยนข้อความใหม่  ซึ่งพบข้อบกพร่องมากในวิทยานิพนธ์ กล่าวคือ นิสิต นักศึกษาไม่มีปรับเปลี่ยนยังคงใช้ข้อความเดิมที่เขียนไว้ในเค้าโครงวิทยานิพนธ์ แท้จริงและถูกต้องนั้น เมื่อนิสิต  นักศึกษาทำการสร้างจริง ตรวจสอบและทดลองไปใช้จริงแล้ว ผลที่ได้จะแตกต่างกัน ดังนั้นข้อความก่อนทำกับหลังต้องการแตกต่างกัน ตรงที่ต้องมีการนำเสนอผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและการทดลองใช้ว่า ได้ผลอย่างไร มีการปรับปรุงอะไรบ้าง เข้าเกณฑ์กี่ข้อ นำไปใช้จริงกี่ข้อ  นิสิต นักต้องพึงระวังในการเขียนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเค้าโครงวิทยานิพนธ์  สำหรับหลักการ  เกณฑ์การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้

          3.1)   ก่อนลงมือเขียนขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  นิสิต ศึกษาควรศึกษารูปแบบการสร้างเครื่องมือชนิดนั้น ๆ ให้เข้าใจเพื่อความถูกต้องในการเขียน

          3.2)   ในขั้นการศึกษาเอกสารและงานวิจัย นิสิต นักศึกษาควรระบุชื่อเอกสารที่ค้นคว้าให้ครบและชัดเจน ว่าเป็นของใคร ชื่อหนังสือ  พ.ศ. ที่พิมพ์ เช่น  ศึกษาเอกสารการสร้างแบบสอบถามจากหนังสือการวิจัยเบื้องต้นของบุญชม  ศรีสะอาด(2545 : 90-100)

          3.3)  กรณีที่เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ขั้นตอนการสร้างนิสิต นักศึกษา  ควรสร้างตารางวิเคราะห์รายละเอียด(เนื้อหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง) และระบุจำนวนข้อที่สร้างขึ้นและต้องการจริงเท่าใด   

          3.4)  การเลือกผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงนั้น  นิสิต  นักศึกษาควรเลือกผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นอย่างแท้จริง  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ปรับปรุงเครื่องมือ ดังนั้นการเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีความเชี่ยวชาญ จะทำให้เครื่องมือมีคุณภาพด้วย ผู้เชี่ยวชาญควรมี 2 ประเภท ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผล

          3.5)  ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ  นิสิต นักศึกษาต้องเขียนระบุตำแหน่งทางวิชาการ  ตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน สถานที่ทำงาน  เช่น   รศ.ดร.  บุญชม ศรีสะอาด  อาจารย์ภาควิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผล และกรณีเครื่องมือที่สร้างมีมากกว่า 1 ชนิดแต่ใช้คณะผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม  การเขียนอธิบายในขั้นตอนการสร้างไม่ต้องเขียนรายละเอียดอีก ระบุข้อความ ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม ในขั้นตอนการสร้างเครื่องมือเท่านั้นพอ เช่น  นำเครื่องมือไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมตรวจสอบความถูกต้อง  

          3.6)  นิสิต  นักศึกษาต้องเขียนขั้นตอนการสร้างให้ชัดเจน ถูกต้อง เช่น กระบวนการสร้าง อธิบายค่าอำนาจจำแนก  วิธีหาความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรง  เพื่อให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายกรณีที่ใช้เครื่องมือคนอื่นสร้างไว้มาใช้ ต้องระบุว่าเป็นของใคร สร้าง พ.ศ.ใด  และที่สำคัญเครื่องนั้นต้องทันสมัย มีความสอดคล้องกับเรื่องที่ทำและไม่ควรเกิน 5 ปี

          3.7)  เครื่องมือแต่ละชนิดที่สร้างขึ้น  ควรเขียนแสดงตัวอย่างลักษณะของเครื่องมือที่ใช้วัด  อธิบายวิธีการตรวจให้คะแนน  เกณฑ์การให้คะแนนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน  เช่น  มากที่สุด  ให้  5 คะแนน  หรือ คะแนนความคิดคล่องในการคิด พิจารณาคำตอบที่เป็นไปได้ในเงื่อนไขของข้อสอบถือว่าเป็นคำตอบที่เป็นไปได้ ให้คำตอบละ 1 คะแนน

          3.8)   การหาคุณภาพเครื่องมือเป็นรายข้อ (อำนาจจำแนก ความยาก) ให้ทดลองใช้ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่า 50 คน แล้วคัดเลือกข้อที่ดีไว้ใช้แล้วจึงหาคุณภาพทั้งฉบับ(ความเชื่อมั่น)

          3.9)  การเขียนขั้นทดลองใช้ นิสิต นักศึกษาควรระบุให้ชัดเจนว่ากลุ่มที่ใช้ทดลองเป็นใคร  จำนวนเท่าใด  ทดลองวันที่เท่าใด

      ตัวอย่าง   การเขียนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีขั้นตอนการเขียนดังนี้

          1.  กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

          2.  ศึกษาเอกสาร  ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ(เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย) จากหนังสือของ ……………………………………

          3.  วางแผนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนั้น ว่าจะสร้างกี่ข้อ  มีกี่ด้าน แต่ละด้านมีกี่ข้อ

          4.  สร้าง..(ระบุชื่อเครื่องมือ)…บอกลักษณะของเครื่องมือเป็นแบบใด  มีกี่ระดับ  มีกี่ด้านอะไรบ้าง สร้างขึ้นจำนวน…ข้อและต้องการจริง จำนวน …. ข้อ (อาจจะสร้างตารางวิเคราะห์รายละเอียดหรือไม่สร้างก็ได้)

          5.   นำ(ระบุชื่อเครื่องมือ)ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ (ระบุด้าน) พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรง(เชิงประจักษ์) โดยพิจารณาว่าข้อความของเครื่องมือที่สร้างขึ้นนั้น  วัดได้(จุดประสงค์ นิยามศัพท์เฉพาะหรือเนื้อหาหรือไม่)แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนน อาจจะเป็น  +1 เมื่อแน่ใจวัดได้ตรงในด้านนั้น  0 เมื่อไม่แน่ใจว่าวัดได้ในด้านนั้น และ -1 เมื่อแน่ใจว่าวัดได้ไม่ตรงในด้านนั้น  และให้ระบุจำนวนผู้เชี่ยวว่ามีกี่คน ระบุตำแหน่งหน้าที่ สถานที่ทำงาน  และระบุผลการตรวจสอบ

           ผลการตรวจสอบคุณภาพของ…(ระบุชื่อเครื่อง) … ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนเป็นรายข้อแล้วคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง พบว่า ได้ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง…..ถึง…..

          6.  แก้ไข…(ระบุชื่อเครื่อง).. ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดลองใช้(Try out) กับ …..(ระบุว่าเป็นกลุ่มใด) … ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน…คน

          7.  วิเคราะห์คุณภาพของ…(ระบุชื่อเครื่องมือ)…

           วิเคราะห์..(ระบุชื่อเครื่องมือ)..โดยคำนวณหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อโดยใช้….(ระบุสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์)…. ซึ่งได้ค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อตั้งแต่….ถึง…..(ได้ค่าความยากเป็นรายข้อตั้งแต่….ถึง…..(ถ้ามี))และหาค่าความเชื่อมั่นของ..(ระบุชื่อเครื่องมือ)…โดยใช้….(ระบุสถิติที่ใช้)…ปรากฏว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ…

          8.  จัดพิมพ์..(ระบุชื่อเครื่องมือ)…ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้จริง (พร้อมแสดงตัวอย่างเครื่องมือ)

       จากการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สามารถเขียนเป็นแผนภาพ ดังนี้

    1.  กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้าง (เครื่องมือ)

    2. ศึกษาทฤษฎี  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    3. วางแผนการสร้าง(เครื่องมือ)

    4. สร้าง(เครื่องมือ)

    5. ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงของ(เครื่องมือ)

    6. นำ(เครื่องมือ)ที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้  (Try – out)

    7. วิเคราะห์คุณภาพของ(เครื่องมือ)

    8. จัดพิมพ์และนำไปใช้จริง

         3.1.4  การเก็บรวบรวมข้อมูล

          การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นกระบวนการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่ตอบสนองความมุ่งหมายของการวิจัย เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการวิจัยที่มีความสำคัญ  การเขียนขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลในเค้าโครงวิทยานิพนธ์นั้น  เป็นการบอกเรื่องราวของขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างว่านิสิต  นักศึกษามีขั้นตอนอย่างไรในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล  โดยปกติแล้ว จะประกอบด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ   การติดต่อขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัยของสถาบันตนเองเพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ติดต่อกับกลุ่มตัวอย่างและดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล  ซึ่งในขั้นนี้ต้องมีการเขียนอธิบายให้ชัดเจนตามเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น ถ้าเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบหรือแบบวัด ต้องเขียนรายละเอียด วัตถุประสงค์การทำแบบทดสอบหรือแบบวัด  การอธิบายวิธีการทำแบบทดสอบหรือแบบวัดและบอกระยะเวลาที่คาดว่าจะเก็บรวบข้อมูล(กรณีที่ระบุได้)

    ดังตัวอย่างการเขียนขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล

    ผู้วิจัยได้ดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูล  ดังนี้

    1. ติดต่อขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย…………..  เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

    2. ติดต่อกับทางโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง นัดวัน เวลา  เพื่อดำเนินการทดสอบ

    3. เตรียมแบบทดสอบและแบบวัดให้พร้อมที่จะทำการทดสอบแต่ละครั้ง

    4. อธิบายให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเข้าใจในวัตถุประสงค์  และประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำแบบทดสอบ  และแบบวัด

    5. อธิบายวิธีการทำแบบทดสอบ  และแบบวัดให้เข้าใจเสียก่อนลงมือทำ

    6. ดำเนินการเก็บรวบรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ ……………ถึงวันที่………………………..

    7. นำผลที่ได้จาการทดสอบและวัดมาตรวจดูความสมบูรณ์ของการตอบ

    แล้วจึงนำไปตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์และวิธีการให้คะแนนที่อธิบายไว้หัวข้อการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

        3.1.5  การวิเคราะห์ข้อมูล

         การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ หัวข้อการวิเคราะห์ข้อมูล   มักพบข้อบกพร่องในการเขียนทั้งนี้เนื่องจากนิสิต  นักศึกษา มักจะเขียนอธิบายวิธีการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ซึ่งแท้จริงแล้วในขั้นนี้จะเขียนอธิบายการวิเคราะห์ข้อมูลที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย  สมมติฐานของการวิจัยเท่านั้น ส่วนมากนิสิต  นักศึกษามักเข้าใจผิด เช่น ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์แบบสอบถาม เป็นต้น

    ตัวอย่างการเขียนการวิเคราะห์ข้อมูล

     ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้

      1.   หาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

      2.   วิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย  โดยใช้โปรแกรม SPSS   for  Window

      วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์กับตัวแปรเกณฑ์

        3.1.6  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

         ปกติแล้วหัวข้อนี้มักพบในงานวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนงานวิจัยเชิงคุณภาพแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ หัวข้อเป็นหัวข้อสุดท้ายในการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ เป็นการเขียนอธิบายหรือรวบรวมสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยทั้งหมด ว่าสถิติที่ใช้มีอะไรบ้าง  พร้อมสูตรสถิตินั้นที่ใช้ บางสถาบันอาจจะไม่มีการเขียนอธิบายสูตรสถิติ  เพียงอธิบายว่าใช้สถิติอะไรบ้างในการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น  สำหรับการเขียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นประกอบด้วยสถิติ 3 กลุ่มด้วยกันคือ  1)  สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  2)  สถิติพื้นฐานและ3)  สถิติทดสอบสมมติฐาน  ซึ่งในหัวข้อนี้มักพบบกพร่องหลายประการคือ เขียนสูตรผิด  ไม่มีการอ้างอิงว่าเอามาจากไหน เขียนสถิติซ้ำซ้อน  ดังนั้นเพื่อลดข้อบกพร่องเหล่านี้มีหลักในการเขียน ดังนี้

       7.1)  เรียงลำดับหัวข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง ปกติแล้วจะเริ่มด้วย สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  สถิติพื้นฐานและสถิติทดสอบสมมติฐาน ตามลำดับ

       7.2)  สถิติที่นำมาเขียนทุกตัวต้องมีอ้างอิงที่มาอย่างชัดเจน และถูกต้อง เช่น

    หาค่าเฉลี่ยโดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม  ศรีสะอาด. 2543 : 102) 

       7.3)  สูตรที่นำเขียน ต้องเขียนอธิบายสัญลักษณ์ ให้ถูกต้องและชัดเจน

       7.4)  กรณีการหาค่าอำนาจำแนก ค่าความยากต้องระบุสถิติให้ชัดเจนว่าเป็นสูตรใด เพราะมีสถิติหลายตัวที่สามารถหาค่าเหล่านี้ได้และต้องมีความถูกต้องกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยด้วย เช่น ถ้าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม  สถิติที่ใช้ส่วนมากคือ t-test   หรือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย  เป็นต้น

    ตัวอย่างการเขียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  มีดังนี้

     1.  สถิติพื้นฐาน  ได้แก่  ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

     2.  สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย

     3.  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

    Credit : https://bit.ly/3lPb6sI

    #เรียนวิจัย #รับติวสอบ #รับปรึกษางานวิจัย #ทำdissertation #ทำthesis #ทำวิทยานิพนธ์ #ทำวิทยานิพนธ์ปตรี #ทำวิทยานิพนธ์ปโท #ทำวิทยานิพนธ์ปเอก #สอนโปรแกรมSPSS #รับทำงานวิจัย #ที่ปรึกษางานวิจัย #รับทำดุษฎีนิพนธ์ #รับติววิทยานิพนธ์ #รับติวธีสิส #รับติวสารนิพนธ์ #รับติววิจัย #รับติวงานวิจัย #รับสอนวิทยานิพนธ์ #รับสอนธีสิส #รับสอนสารนิพนธ์ #รับสอนวิจัย #รับสอนงานวิจัย #รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ #รับปรึกษาธีสิส #รับปรึกษาสารนิพนธ์ #รับปรึกษาวิจัย #รับปรึกษางานวิจัย #รับติววิทยานิพนธ์ปตรี #รับติววิทยานิพนธ์ปโท #รับติววิทยานิพนธ์ปเอก #รับสอนวิทยานิพนธ์ปตรี #รับสอนวิทยานิพนธ์ปโท #รับสอนวิทยานิพนธ์ปเอก #รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ปตรี #รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ปโท #รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ปเอก #สอนทำวิจัย ##รับสอนดุษฎีนิพนธ์ #รับติวดุษฎีนิพนธ์ #รับปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ #ปรึกษาวิทยานิพนธ์ #ปรึกษาวิจัย #ปรึกษางานวิจัย #ทำวิจัยปโท #phdthesis #หัวข้อวิทยานิพนธ์ #รับทำdissertation #บริษัทรับทำวิจัย #รับเขียนบทความวิชาการ #thesiswriter #spssราคา #ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ #ทำวิจัยพยาบาล #รับปรึกษาวิจัย #ราคารับทำงานวิจัย

  • รับปรึกษาการทำงานวิจัย สุพรรณบุรี การตลาด วิทยานิพนธ์ ป.โท-เอก คศ.3-4

    รับปรึกษาการทำงานวิจัย สุพรรณบุรี การตลาด วิทยานิพนธ์ ป.โท-เอก คศ.3-4

    ยินดีให้คำปรึกษาการทําวิจัยสุพรรณบุรี ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ทุกสาขา เช่น การตลาด นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์
    ทรัพยากรบุคคล การโรงแรมและการท่องเที่ยว บริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ฯลฯ งานวิจัยทุกชนิด การทำ case study ทุกประเทศ รับแปลเอกสาร โดยทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ปรึกษาเราได้ค่ะ

    บริการรับปรึกษาการทำวิจัย ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ 
    • การเขียนเค้าโครงงานวิจัย
    • การเก็บข้อมูล (แจกแบบสอบถาม)
    • การคีย์ข้อมูลจากแบบสอบถาม
    • การทำวิจัยเฉพาะบทที่ 1 2 3
    • การทำวิจัยเฉพาะบทที่ 4 5
    • การทำงานวิจัย 5 บท แก้ไขงานวิจัย 5 บท
    • การวิเคราะห์ข้อมูล SPSS หาค่า Alpha ของแบบสอบถาม

    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ SPSS ประมวลผล SPSS เช่น ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน งานวิจัย ทางสถิติ
    เช่น เปรียบเทียบเป็นรายคู่ จากตัวแปรอิสระ เปรียบเทียบความแปรปรวนงานวิจัย ทางสถิติด้วยเทคนิค ANOVA T-Test F-Test
    ทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Scheffe หาความสัมพันธ์ Correlation วิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก Logistic Regression
    วิเคราะห์ปัจจัย Factor Analysis พยากรณ์ Forecasing หรืออื่นๆ รับทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
    เช่น การประเมินหาค่าความสอดคล้องภายในของเครื่องมือในการวิจัย เป็นการหาค่า IOC หรือ นำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out)
    เพื่อคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ในแต่ละส่วนของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาร์ค (Cronbach’s Coefficient Alpha)

    -บริการให้คำปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์สุพรรณบุรี สารนิพนธ์ ภาษาอังกฤษ ต้องการเขียน essay หรือเขียน dissertation เขียนรายงาน รับทำรายงาน ภาษาอังกฤษ ทุกชนิด
    บริการครบวงจร ตั้งแต่เสนอโครงงานวิจัย หัวข้อวิจัย บริการตรวจ รวมถึงการแก้ไขงานวิจัยทุกชนิด สำหรับนักศึกษาที่กำลังทำ dissertation thesis ทั้งนักศึกษาไทยและต่างประเทศ

    • บริการรับทำวิจัยตลาดสุพรรณบุรี สำหรับงานภาครัฐหรือภาคเอกชน หน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ ให้คำแนะนำการวิจัย ตลาด ศึกษาพฤติกรรมการบริโภค ประเมินผลโครงการ รับเขียนโครงการ ประเมินโครงการ ทุกชนิด
      สำหรับผู้ประกอบการ ที่ต้องทำแผนธุรกิจ บริการรับทำแผนธุรกิจ รับทำแผนการตลาด ให้คำปรึกษาในการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนขยายธุรกิจ หรือสร้างโครงการต่างๆ
      บริการยื่นแบบโครงการแก่ธนาคารต่างๆ ตามที่ท่านต้องการ รับเขียนแผนการตลาดmarketing Plan แผนธุรกิจ business plan ทุกชนิด

    ยินดีให้คำปรึกษาการทำวิจัยในชั้นเรียนสุพรรณบุรี ผลงานทางวิชาการ ทำวิทยฐานะของบุคลากรทางการศึกษา คศ3. คศ.4 หรือที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือในงานวิจัย ช่วยเหลืองานวิจัยแบบผู้ช่วยนักวิจัย
    รับปรึกษาการทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุกช่วงชั้น
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาและศาสนาและวัฒนธรรม
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
    การทำวิจัยในชั้นเรียน ผลงานทางวิชาการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

    รับสมัครทีมงานวิจัย-ผู้ช่วยวิจัย ร่วมงานทุกพื้นที่
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย สุพรรณบุรี
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย เมืองสุพรรณบุรี
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย ดอนเจดีย์
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย ด่านช้าง
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย เดิมบางนางบวช
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย บางปลาม้า
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย ศรีประจันต์
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย สองพี่น้อง
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย สามชุก
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย อู่ทอง
    รับปรึกษาการทำงานวิจัย หนองหญ้าไซ

  • บริการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ และรับทำดุษฎีนิพนธ์

    บริการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ และรับทำดุษฎีนิพนธ์

    บริการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ และรับทำดุษฎีนิพนธ์
    เราเป็นบริษัทฯ ที่ให้บริการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำดุษฎีนิพนธ์ ที่เปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี มีทีมงานที่มีคุณภาพและมากประสบการณ์ในการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำดุษฎีนิพนธ์

    นอกจากนี้เรายังเป็นบริษัทฯ ระดับต้นๆ ในการรับทำผลงาน ที่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมงานที่ใส่ใจและจริงจัง จนเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้ใช้บริการ

    และในปัจจุบันได้แพร่หลายไปในทุกกลุ่มทุกสาขา โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราได้ดูแลผู้ใช้บริการตามมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นหลัก และเรามั่นใจว่า คุณภาพงานที่บริษัทฯ เราทำออกมาเป็นผลงาน ที่มีความชัดเจน ถูกต้องตรงประเด็น นั่นคือเสียงตอบรับ จากกลุ่มผู้ใช้บริการใน ทุกคณะ ทุกสาขาวิชาชีพ และทุกระดับการศึกษาที่ไว้วางใจเรา

    ซึ่งเรา กล้าการันตีได้จากผลงานกว่า 1,500 เล่ม ที่ทางบริษัทฯ เราเป็นผู้สร้างสรรค์คุณภาพที่ชัดเจนมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยรับประกันได้จากเสียงตอบรับ ความนิยม และนี่คือการยอมรับจากผู้ใช้บริการมากมาย ทุกระดับการศึกษา และทุกสาขาวิชาชีพ ในปัจจุบัน

    ว่า บริษัทฯ เรามีความมั่นคงทางอาชีพ เป็นที่น่าเชื่อถึอ จากวันนั้นถึงวันนี้และตลอดไปในอนาคต

    บริการของเรา
    บริษัทฯ เราไม่เพียงแต่ให้บริการรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำดุษฎีนิพนธ์ เท่านั้น

    บริษัทฯ เรายังรับทำสถิติหลากหลายประเภท โดยผ่านโปรแกรม SPSS เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในรูปแบบต่างๆ ผ่านการวิเคราะห์โดยทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรม และผ่านงานภาคสนามมานับไม่ถ้วน สามารถทำการวิเคราะห์ประมวลผลออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว

    ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมจะแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคทางสถิติเบื้องต้น (Descriptive Staistics) เช่น ค่าเฉลี่ย (Mean) มัธยฐาน (Median) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ค่าฐานนิยม (Mode) ค่าแสดงตำแหน่งของข้อมูล (Median, Quartiles, Percentiles)

    การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคทางสถิติขั้นต้น (Elementary statistics) ที่ใช้ในการสรุปผลข้อมูลต่อไปนี้ ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีของ t-test χ2-test F-test ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) ทั้งแบบทางเดียว แบบหลายทาง การทดสอบแบบจับคู่พหุคูณ การตรวจสอบ

    และหาค่าความสัมพันธ์ ด้วย χ2-test,Pearson Correlation, Speaman Rank Test ฯลฯ การวิเคราะห์การถดถอยแบบเส้นตรง (Linear Regression) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบไม่ใช่เส้นตรง (Non-Linear Regression)

    การทดสอบด้วยวิธีนอนพาราเมตริก (Non-parametric) เช่น Kolmogorov – Smirnov, Mann – Whitney test, Friedman test ฯลฯ

    ประโยชน์ที่จะได้รับจากเรา
    สิ่งแรกที่ผู้ใช้บริการได้รับคือคุณภาพของผลงาน ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับการันตีจากผู้ที่เรานำส่งผลงาน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ที่ปรึกษา หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรานำส่งผลงานเป็นต้น

    ผู้ใช้บริการ จะได้รับทั้งผลงานที่มีคุณภาพ และผ่านการพิจารณา โดยไม่มีการเรียกเก็บค่ามัดจำที่มากจนเกินควรจากทางบริษัทฯ เรา ซึ่งในกรณีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการจนเป็นที่ประทับใจ นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่จะได้รับในลำดับต่อไปคือความภูมิใจ

    ซึ่งการที่ผลงานอันเกิดจากสิ่งที่สร้างสรรค์นี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ และจะเป็นการพัฒนาต่อยอดในสิ่งต่างๆได้อีกด้วย โดยเฉพาะต่อส่วนรวม คุณภาพของงานไม่มีการคัดลอกเนื้อหาใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์อย่างถูกต้องตามมาตรฐานคุณภาพของงานทางวิชาการแน่นอน

    สามารถใช้บริการเราได้
    จากแนวทางที่ยึดถือปฏิบัติมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10ปีที่บริษัทฯ เรา ยังคงยึดมั่นในการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว สามารถใช้บริการกับบริษัทฯ เราได้ อย่างต่อเนื่อง

    โดยผู้ใช้บริการจะคงยังมีหลักฐานการรับเงินค่าจ้างทำผลงานรับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำดุษฎีนิพนธ์ ที่เป็นใบเสร็จรับเงินในทุกครั้งเหมือนเดิม ซึ่งจะแตกต่างกับผู้ที่รับทำผลงานที่เป็นรายบุคคล และไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้ใช้บริการได้

    ด้วยเหตุผลที่ทางบริษัทฯ เรา ได้มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง ข้อกังวลใจในส่วนนี้สามารถตรวจสอบได้แน่นอน การทำผลงานของทาง

    บริษัทฯ เราจึงมีความน่าเชื่อถือ ในระดับมืออาชีพอย่างไม่มีข้อสงสัยในการให้บริการแน่นอน

  • การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น

    การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น

    เรื่อง การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น ความผิดวินัยร้ายแรง สวัสดีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับผู้ที่ประสงค์จะขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ศธ 0206.4/ว 17 ลงวันที่ 30 กันยายน 2552 (ว 17/2552) โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว กำหนดให้มีการประเมิน 3 ด้าน คือด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไป การประเมินด้านที่ 1 และ 2 คณะกรรมการจะประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานจริง ด้านที่ 3 มี 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน/ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษา/ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหาร และการจัดการศึกษา/ผลการพัฒนาคุณภาพการนิเทศการศึกษา และส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ ก.ค.ศ. กำหนดให้มีการจัดทำผลงานทางวิชาการสำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 1 รายการ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ จำนวน 2 รายการโดยต้องเป็นงานวิจัย อย่างน้อย 1 รายการสำหรับวิทยฐานะ เชี่ยวชาญ และวิจัยและพัฒนา อย่างน้อย 1 รายการสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ โดยมี เจตนารมณ์ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้สั่งสมประสบการณ์การปฏิบัติงานในหน้าที่ความรู้รับผิดชอบ จนเกิดความชำนาญ ความเชี่ยวชาญใตำแหน่งนึ่งและมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์กับผู้เรียน ครูสถานศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำผลงานดังกล่าวไป ขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนหนึ่งที่เสนอผลงานทางวิชาการที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ชื่อเรื่อง การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในบทที่ 2 ส่วนใหญ่นำเนื้อหาของนักวิชาการมานำเสนอโดยขาดการอ้างอิง เนื้อหาของผลงานทางวิชาการส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น ซึ่ง ก.ค.ศ. มีมติให้ส่วนราชการต้นสังกัดตรวจสอบและรายงานให้ก.ค.ศ. ทราบ ในกรณีดังกล่าวกฎหมายได้กำหนดหลักปฏิบัติไว้ใน มาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 บัญญัติไว้ว่า “ข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาต้องไม่คัดลอก หรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบุหรี่อนำเอาผลงาน ทางวิชาการของผู้อื่น หรือจ้าง วาน ใชผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุง การกำหนดตำแหน่ง การเลื่อตำแหน่งนึ่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนนการคัดลอก หรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่น โดยมิชอบุหรี่อรับจัดทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทน หรือไม่ เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้น ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนนการตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” ในเรื่องการคัดลอก ลอกเรียนผลงานทางวิชาการนี้ ก.ค.ศ. เคยมีแนววินิจฉัยสรุปได้ว่า การจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ถ้าจะมีการนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาอ้างอิงก็ต้อง ระบุไว้ได้ถูกต้องในเชิงอรรถ และบรรณานุกรมว่าได้มาจากแหลงค้นคว้าที่ไหน ใครเป็นผู้แต่งหรือวิจัยซึ่งกระทำได้โดยชอบ แต่พฤติการณ์ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้คัดลอกผลงานวิจัยของผู้อื่น ประมาณ 80% โดยไม่มีการอ้างอิงไว้โดยชอบตามหลักการวิจัย นั้นเป็นกรณีที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แล้ว ดังนั้น ในกรณีที่ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วปรากฏว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีการลอกเลียนผลงานทางวิชาการและเข้าข่ายตามมาตรา 91 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้นั้น นอกจาก ก.ค.ศ. จะไม่อนุมัติให้เลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นแล้ว อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วย จึงขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ตระหนี่กและให้ความสำคัญกับการอ้างอิง แหลงที่มาของข้อมูล ให้เป็นไปตามหลักการวิจัยในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อเสนอขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะด้วย ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
    https://www.kroobannok.com/87212

  • การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น

    การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น

    เรื่อง การจ้างทำผลงานทางวิชาการการรับจ้างทำผลงานทางวิชาการและการคัดลอกผลงานทางวิชาการเป็น ความผิดวินัยร้ายแรง สวัสดีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับผู้ที่ประสงค์จะขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ศธ 0206.4/ว 17 ลงวันที่ 30 กันยายน 2552 (ว 17/2552) โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว กำหนดให้มีการประเมิน 3 ด้าน คือด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไป การประเมินด้านที่ 1 และ 2 คณะกรรมการจะประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานจริง ด้านที่ 3 มี 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน/ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษา/ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหาร และการจัดการศึกษา/ผลการพัฒนาคุณภาพการนิเทศการศึกษา และส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ ก.ค.ศ. กำหนดให้มีการจัดทำผลงานทางวิชาการสำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 1 รายการ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ จำนวน 2 รายการโดยต้องเป็นงานวิจัย อย่างน้อย 1 รายการสำหรับวิทยฐานะ เชี่ยวชาญ และวิจัยและพัฒนา อย่างน้อย 1 รายการสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ โดยมี เจตนารมณ์ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้สั่งสมประสบการณ์การปฏิบัติงานในหน้าที่ความรู้รับผิดชอบ จนเกิดความชำนาญ ความเชี่ยวชาญใตำแหน่งนึ่งและมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์กับผู้เรียน ครูสถานศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำผลงานดังกล่าวไป ขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนหนึ่งที่เสนอผลงานทางวิชาการที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ชื่อเรื่อง การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในบทที่ 2 ส่วนใหญ่นำเนื้อหาของนักวิชาการมานำเสนอโดยขาดการอ้างอิง เนื้อหาของผลงานทางวิชาการส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น ซึ่ง ก.ค.ศ. มีมติให้ส่วนราชการต้นสังกัดตรวจสอบและรายงานให้ก.ค.ศ. ทราบ ในกรณีดังกล่าวกฎหมายได้กำหนดหลักปฏิบัติไว้ใน มาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 บัญญัติไว้ว่า “ข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาต้องไม่คัดลอก หรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบุหรี่อนำเอาผลงาน ทางวิชาการของผู้อื่น หรือจ้าง วาน ใชผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุง การกำหนดตำแหน่ง การเลื่อตำแหน่งนึ่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนนการคัดลอก หรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่น โดยมิชอบุหรี่อรับจัดทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทน หรือไม่ เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้น ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนนการตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” ในเรื่องการคัดลอก ลอกเรียนผลงานทางวิชาการนี้ ก.ค.ศ. เคยมีแนววินิจฉัยสรุปได้ว่า การจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ถ้าจะมีการนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาอ้างอิงก็ต้อง ระบุไว้ได้ถูกต้องในเชิงอรรถ และบรรณานุกรมว่าได้มาจากแหลงค้นคว้าที่ไหน ใครเป็นผู้แต่งหรือวิจัยซึ่งกระทำได้โดยชอบ แต่พฤติการณ์ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้คัดลอกผลงานวิจัยของผู้อื่น ประมาณ 80% โดยไม่มีการอ้างอิงไว้โดยชอบตามหลักการวิจัย นั้นเป็นกรณีที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แล้ว ดังนั้น ในกรณีที่ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วปรากฏว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีการลอกเลียนผลงานทางวิชาการและเข้าข่ายตามมาตรา 91 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้นั้น นอกจาก ก.ค.ศ. จะไม่อนุมัติให้เลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นแล้ว อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วย จึงขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ตระหนี่กและให้ความสำคัญกับการอ้างอิง แหลงที่มาของข้อมูล ให้เป็นไปตามหลักการวิจัยในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อเสนอขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะด้วย ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
    https://www.kroobannok.com/87212

  • แฉนโยบายศธ.ต้นเหตุการศึกษาไทยตกต่ำ! พบแล้ว! ตัวการใหญ่รับจ้างเขียนผลงานเลื่อนวิทยฐานะครู (ตอนที่2)

    แฉนโยบายศธ.ต้นเหตุการศึกษาไทยตกต่ำ! พบแล้ว! ตัวการใหญ่รับจ้างเขียนผลงานเลื่อนวิทยฐานะครู (ตอนที่2)

    แฉนโยบายศธ.ต้นเหตุการศึกษาไทยตกต่ำ! พบแล้ว! ตัวการใหญ่รับจ้างเขียนผลงานเลื่อนวิทยฐานะครู (ตอนที่2)

          เปิดขบวนการ หากิน ในการเลื่อนวิทยฐานะวงการครู ชี้ ข้าราชการเขตการศึกษา-อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวการใหญ่ รับทรัพย์อื้อ สนนราคาอยู่ที่ 6 หมื่น-1 แสนบาท หากการันตีผลงานผ่าน 100% ต้องจ่าย 2-3 แสนบาท วงในระบุ ครูดีดตัวเลขสุดคุ้ม เพราะจ่ายค่าจ้างจิ๊บๆ แต่ได้เงินตอบแทนจนเกษียณหลายล้านบาท ส่วนครูดี ครูเก่ง 4 สาขา คณิต-วิทย์-อังกฤษ-สังคม โรงเรียนดังใน กทม.สุดทน ยื่นผลงานชนิดทำเองไม่ผ่าน ท้อแท้ขอเออร์ลีรีไทร์ หนีครูไม่เก่งแต่ได้เงินเพิ่ม!
          ‘Special Scoop’ นำเสนอข่าว แฉนโยบาย ศธ.ต้นเหตุการศึกษาไทยตกต่ำ! ครูอยากเติบโตเลื่อนวิทยฐานะ ‘จ่าย 2 เด้ง’ (ตอนที่ 1) ผ่านไปแล้ว และครั้งนี้จะนำเสนอตอนที่ 2 ชี้ให้เห็น ‘คนใน’ ตัวการใหญ่ ช่วยให้ผลงานวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะผ่านฉลุย
          ปัจจุบันแม้รัฐมนตรีศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา จะออกมาขู่ฮึ่มๆ กับการรับจ้างทำสารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ของคนระดับอุดมศึกษาแล้ว ต้องบอกว่าปัญหาที่น่าห่วงของระบบการศึกษาไทยไม่ใช่มีแค่นั้น โดยเฉพาะกรณีของการเลื่อนวิทยฐานะของครู ที่จะเริ่มจากการขอเป็นครูผู้ชำนาญการ ครูผู้ชำนาญการพิเศษ ครูผู้เชี่ยวชาญ และครูผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ในแผนการปฏิรูปการศึกษายก 2 ที่มุ่งหวังพัฒนา ตัวครู และหวังว่าจุดนี้จะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน และระบบการศึกษาของไทยให้ดีขึ้น
          ปรากฏว่าไม่เพียงแต่วงการการเรียนในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น ที่มีกระบวนการ หากิน ของคนบางกลุ่มเพื่อให้ ครู ที่ส่วนหนึ่งทำงานวิจัยไม่เป็น เพียงแค่มีเงินก้อนใหญ่ ก็สามารถที่จะเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ หรือที่เรียกว่าค่าวิทยฐานะนี้ได้แบบง่ายๆ
          ไม่ต้องตั้งคำถามถึง คุณภาพของระบบการศึกษาไทย ว่าจะดีขึ้นแค่ไหน เพราะแท้จริงแล้ว นโยบายการพัฒนา ตัวครู นี้ ทั้งๆ ที่ความตั้งใจในการกำหนดนโยบายดี แต่สุดท้ายช่องโหว่ที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ทำให้นโยบายนี้มีผลดีเพียงช่วยให้ครูมีเงินเดือนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ระบบการศึกษาไทยไม่ได้พัฒนาขึ้นจริง และที่สำคัญ เด็กไทยยังเรียนเหมือนเดิมเป๊ะ!
          4 ขั้นวิทยฐานะครู
          สำหรับการเลื่อนวิทยฐานะครูนั้น จะมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการได้วางไว้ เริ่มต้นจากการเป็นครูผู้ช่วย 2 ปี แล้วจะได้เลื่อนเป็น ครู หลังจากนั้นจะเริ่มนับเวลาการดำรงตำแหน่งครู เมื่อเป็นครูไปได้ 6 ปี สำหรับคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี, 4 ปีสำหรับคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท และ 2 ปีสำหรับคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกที่จะสามารถขอทำการเลื่อนวิทยฐานะไปเป็นครูระดับชำนาญการได้
          จากนั้นเมื่อระยะเวลาในการทำงานครบ 1 ปี จึงสามารถขอเลื่อนวิทยฐานะไปเป็นครูชำนาญการพิเศษ และมีระยะเวลาการทำงานครบ 3 ปีก็จะสามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญได้ และทำงานไป 2 ปีก็จะมีสิทธิในการเลื่อนฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษ
          โดยที่ผ่านมาพบว่าครูส่วนใหญ่ได้ทำการเลื่อนวิทยฐานะไปเป็นครูชำนาญการ ซึ่งไม่ยาก ไม่ต้องมีผลงานประกอบ จึงเป็นขั้นที่มีการเลื่อนได้ง่ายที่สุด
          หลังจากนั้นก็จะมีการขอเลื่อนวิทยฐานะในตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ ซึ่งครูมีความต้องการที่จะอยู่ในวิทยฐานะนี้มากที่สุด สาเหตุคือหากได้เลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการ แม้จะง่าย แต่ก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนอีกเดือนละ 3,500 บาท
          แต่ถ้าได้เลื่อนขั้นไปอยู่ในตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ จะได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นอีกถึงประมาณเดือนละ 12,000 บาท
          เหตุนี้ทำให้ ครู บางคนพยายามวิ่งเต้น ทำทุกอย่างเพื่อให้การเลื่อนวิทยฐานะไปอยู่ในระดับชำนาญการพิเศษนี้
          สมมติว่าอายุราชการยังเหลืออีก 20-30 ปี เงินที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 12,000 บาทยันเกษียณอายุราชการ นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย
          เงินเพิ่มเดือนละ12,000 ถ้ายังเหลืออายุราชการ 20 ปีจะได้เงินเพิ่ม 12,000x12x20 ซึ่งเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น 2,880,000 บาท แต่ถ้า 30 ปีจะได้ 12,000x12x30 เท่ากับได้เงินเพิ่มขึ้น 4 ,320,000 บาท
          แถมในขั้นของการทำผลงานในระดับการเลื่อนจากครูชำนาญการ เป็นครูชำนาญการพิเศษ ยังไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก เหมือนกับการเลื่อนวิทยฐานะไปเป็นครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ ที่จะต้องมีการทำงานวิจัยประหนึ่งการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งยาก มาตรฐานสูง
          แต่ใช่ว่าครูเหล่านี้จะสามารถทำผลงานวิชาการเพื่อยื่นเสนอขอเลื่อนวิทยฐานะตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ทุกคน
          ตรงนี้จึงเป็นช่องโหว่ให้เกิดขบวนการทุจริตของบรรดาครูทั่วประเทศ!
          ที่สำคัญทำให้เกิดอาชีพรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ และการเขียนผลงานวิชาการ รวมไปถึงกระบวนการรีดไถของคณะกรรมการตรวจงานฯ โดยที่ครูเหล่านี้หาได้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นจากการทำผลงานวิชาการแต่อย่างใด
          รับจ้างทำผลงานครู คนใน เอี่ยว
          ทีม Special Scoop ได้ทำการสืบค้นหาแหล่งว่าจ้างทำผลงานวิชาการของ ครู แต่พบว่าส่วนใหญ่ที่ประกาศแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตจะเป็นการประกาศรับจ้างทำงานวิชาการในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเป็นหลัก
          ส่วนการรับจ้างเพื่อช่วยเหลือ ครู ในการเลื่อนวิทยฐานะนั้น หาได้น้อย และแทบไม่มีปรากฏ
          ด้านแหล่งข่าวประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษาในภาคอีสาน ซึ่งได้ทำงานในส่วนของการพยายามตรวจจับขบวนการ รับจ้าง ทำผลงานวิชาการ ร่วมกับเครือข่ายมานาน ระบุว่าจากการติดตามพบว่าขบวนการรับจ้างช่วยครูในการเลื่อนวิทยฐานะได้นั้นจะไม่ประกาศตัวอย่างแพร่หลาย แต่จะเป็นที่รู้กันในแวดวงครู
          พวกเขารู้กันเองว่าจะว่าจ้างใครซึ่งเป็นข้าราชการครู (เขตการศึกษา) เองที่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้
          สำหรับหลักการและขั้นตอนในการทำผลงานวิชาการนั้นจะเริ่มจากเมื่อครูมีระยะเวลาการทำงานและเงินเดือนถึงระดับที่จะสามารถเลื่อนวิทยฐานะได้นั้น ครูจะต้องไปทำเรื่องขอเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งในขั้นตอนนี้ครูจะต้องคิด และเลือกว่าจะทำผลงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ด้านไหน และต้องระบุไปในขั้นตอนนี้ เช่น จะทำผลงานด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
          จากนั้นจะมีคนในราชการระดับเขตนี้แหละ ที่จะติดต่อกับครูที่ต้องการเลื่อนวิทยฐานะเหล่านั้น ว่าจะช่วยให้ผลงานผ่านได้แน่ๆ และผ่านไปได้อย่างง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าครูทุกคนจะจ้างทำผลงานทั้งหมด เพราะมีครูจำนวนไม่น้อยที่อยากทำผลงานเองจากการประเมินเบื้องต้นอยู่ที่สัดส่วน 50-50%
          โดยขบวนการ หากิน นี้จะเริ่มจาก ผู้รับจ้างจะนำผลงานที่เคยทำมา มาให้ครูคนนั้นๆ นำไปเปลี่ยนหัวข้อ หรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาในผลงานที่เคยผ่านการพิจารณาไปแล้วนำไปทำ เพราะว่าเป็นการสร้างผลงานที่ง่ายที่สุด
          จากนั้น คนในราชการระดับเขต ก็จะทำตัวเป็นผู้ประสานงานทุกอย่างเพื่อช่วยครู โดยเฉพาะในการคัดเลือกคนที่อยู่ในระดับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาเป็นผู้ อ่านผลงาน
          จะผ่านหรือไม่ผ่าน อยู่ในขั้นตอนนี้!
          ดังนั้นในการคัดเลือกอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาอ่านผลงานในเขตนั้นๆ ก็จะมีการประสานเพื่อให้อาจารย์นั้นเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วย และหากได้อาจารย์ที่ไม่ค่อยมีจรรยาบรรณ ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการ ก็จะมีการมาติดต่อครูคนนั้นๆ อีกทีว่าคัดเลือกอาจารย์ได้แล้ว ผ่านแน่นอน
          แต่จะผ่านแบบไหน?
          จะผ่านโดยไม่ต้องมีการอ่านผลงานเลย หรือต้องการผ่านโดยการให้อาจารย์เหล่านั้นมีการแนะนำก่อนว่าผลงานนั้นๆ ต้องปรับแก้ตรงไหน ก่อนถึงวัน อ่าน
          ในขั้นตอนนี้ ผู้ประสานงานที่เป็นข้าราชการก็จะมีการประสาน และบางครั้งมีการเปิดโรงแรมเพื่อนัดพบเป็นพิเศษระหว่างครูผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะกับอาจารย์ผู้ที่จะอ่านผลงาน เพื่ออ่านผลงานก่อนนำเสนอ และเมื่อถึงวันนำเสนอผลงานก็จะให้ผ่านได้ง่ายๆ
          สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องเลือก เพราะสนนราคาทั้ง 2 แบบไม่เท่ากัน
          หากต้องการให้การอ่านผลงานผ่านเลย สนนราคาอยู่ที่ฉบับละ 60,000-100,000 บาท
          แต่หากเลือกแบบมีการปรับแก้ก่อนวันตรวจ สนนราคาอยู่ที่ระดับ 30,000-35,000 บาท
          สำหรับขบวนการหากินนี้ มีมากที่สุดในภาคอีสาน!
          แหล่งข่าวประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ค.ก.ศ.) กล่าวว่า ขบวนการหากินแบบนี้เกิดมากที่สุดในภาคอีสาน เพราะมีโอกาสได้ครูชำนาญการมากถึง 80% ของครูที่ทำการขอเลื่อนวิทยฐานะ ขณะที่ภาคอื่นๆ มีน้อยกว่า ได้แก่ภาคกลางมีประมาณ 30% ภาคเหนือประมาณ 30% และภาคใต้มีประมาณ 20% ซึ่งน้อยที่สุด
          หากจะถามว่าการตรวจจับเป็นการแก้ปัญหาไหม ตอบได้เลยว่า ถ้ากระทรวงศึกษาธิการยังใช้เกณฑ์การวัดผลโดยดูจากเอกสาร ก็จะเกิดขบวนการรับจ้างอย่างนี้ต่อไป
          สิ่งที่เป็นทางออกในเรื่องนี้คือ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องทบทวนแล้วว่า การเลื่อนวิทยฐานะครูแบบนี้เป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ควรจะยกเลิกไปเสีย แล้วตั้งเกณฑ์การประเมินครูแบบใหม่ โดยเน้นประสิทธิผลที่เกิดขึ้นกับตัวนักเรียนเป็นหลัก
          รับประกันผ่าน 100% จ่าย 3 แสน
          ส่วนในเขตภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แหล่งข่าวผู้แทนครูใน ค.ก.ศ. (คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ในกรุงเทพมหานคร บอกว่า ขบวนการการทำผลงานทางวิชาการนั้นเกิดขึ้นจริง เนื่องจากต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ครูมี 2 ส่วน คือ ครูคนที่มีความสามารถไปถึงมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการวางไว้ ก็จะสามารถทำผลงานในการเลื่อนวิทยฐานะได้ และมีการนำผลงานมาพัฒนานักเรียนที่ได้ผลดี ซึ่งตรงตามเป้าหมายของการเลื่อนวิทยฐานะ
          แต่ก็มีครูอีกส่วนหนึ่ง คือครูที่ไม่มีความสามารถ แต่มีเงิน ประกอบกับมีอลัชชีทางการศึกษา ที่อยู่ในวงการการศึกษา แต่ต้องการเงิน ก็จะเข้ามารับจ้างในการทำผลงานวิทยฐานะตรงนี้
          เป็นไปตามหลักดีมานด์ ซัปพลาย คือ เมื่อมีผู้เสนอ ก็ต้องมีผู้สนอง
          ขณะเดียวกัน ขบวนการหากินในภาคกลาง จะเหมือนในภาคอีสานคือ จะมีคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีที่เป็นข้าราชการ (ครู) ที่อยู่ในเขตการศึกษานั่นเอง เป็นคนจัดการประสานผลประโยชน์ทั้งหมด โดยเฉพาะระหว่างครู และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งบอกได้ว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องการได้เงินอย่างไม่ถูกต้องที่เกิดในขบวนการนี้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ดีนั้น จะอ่านผลงานครูที่ไม่ได้เข้าสู่การซื้อวิทยฐานะด้วยการอ่านผลงานแล้วไม่ให้ผ่าน
          สำหรับวิธีการซื้อผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจะมี 2 ระดับคือ
          ระดับแรก คือจะจ้างให้จัดทำทั้งหมด โดยนายหน้าที่เป็นข้าราชการครู (ในเขตการศึกษา) จะไปติดต่อให้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีการจัดทำผลงานทั้งหมดให้ ทั้งผลงานด้านนวัตกรรม รายงานวิชาการ และผลงานปฏิบัติงาน รวม 3-5 เล่ม แต่จะได้หรือไม่ได้ไม่รู้ สนนราคาในส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 70,000-100,000 บาท
          ระดับที่สอง ถ้าอยากให้ ผ่านแน่นอน จะต้องมีการจ้างคนตรวจเพื่อให้อนุมัติผ่านแบบรับประกัน 100% ราคาการจ้างในส่วนนี้เมื่อรวมขั้นตอนแรกด้วยนั้นจะตกอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาท
          ดังนั้นแม้ราคาค่าจ้างทำผลงานวิชาการจะสูงมาก แต่ก็คุ้มค่าที่เสียไปมาก!
          ครูที่ทำงานมานานๆ เงินเดือนก็อยู่ที่ 37,000 บาท ถ้าได้เลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษก็จะได้เงินเดือนเพิ่ม และยังได้เงินค่าวิทยฐานะเพิ่มอีก 12,000 บาทต่อเดือน แต่หากเลื่อนขั้นอีกเป็นครูเชี่ยวชาญ ก็จะได้เงินค่าวิทยฐานะเพิ่มอีก 19,600 บาท
          หากย้อนมาดูตัวเลขของการตกเบิกประกอบ ก็จะเห็นได้ชัดว่า ถ้าครูคนหนึ่งลงทุนจ้างทำผลงานไป 2 แสนบาท ยังไงก็คุ้ม เพราะแค่การตกเบิกยังได้แล้วสูงสุดถึง 3 แสนบาท
          แหล่งข่าวย้ำว่าเมื่อได้เงินเพิ่ม แถมได้ค่าวิทยฐานะเพิ่ม แต่การศึกษาแย่ลงจึงกลายเป็นประเด็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะผลที่ตามมาคือ ครูดีๆ เริ่มท้อแท้
          แฉครูดี 4 สาขาสุดช้ำ ลาออกอื้อ!
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ครูที่อยู่ในกรุงเทพมหานค
  • รับเขียนบทความงานวิจัยและบทความวิชาการที่อยู่ในความสนใจ

    รับเขียนบทความงานวิจัยและบทความวิชาการที่อยู่ในความสนใจ

    รับเขียนบทความงานวิจัยและบทความวิชาการที่อยู่ในความสนใจ ทันต่อเหตุการณ์มีความละเอียดลึกซึ้งและความถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐานระดับสูง เนื้อความมีสาระเข้มข้น สั้น กะทัดรัดและสมบูรณ์ มีการสนับสนุนอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ตามเหตุและผลหลักของทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มีคุณค่าทางวิชาการในเชิงนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างผลกระทบทางวิชาการที่ไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งสามารถนำไปเผยแพร่นำเสนอหรือตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศเรามีประสบการณ์ ความชำนาญ ปรับปรุงและแนะนำการแก้ไขงานที่มีปัญหา ทำงานได้คุณภาพตามที่ต้องการ เรารับประกันผลงานและส่งงานตรงเวลา
    “เราเป็นเว็บไซด์อันดับหนึ่งในด้านบริการทางวิชาการ”

  • รับทำเอกสารวิชาการที่มีคุณภาพ

    รับทำเอกสารวิชาการที่มีคุณภาพ

    รับทำเอกสารวิชาการที่มีคุณภาพ ดังต่อไปนี้

    1. เอกสารประกอบการสอนและเอกสารคำสอนที่ใช้ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทั้งเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ
    2. ตำราวิชาการที่เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นเนื้อหาของรายวิชาหรือหลักสูตรโดยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องในระดับอุดมศึกษาตามความเหมาะสม
    3. หนังสือทางวิชาการที่ใช้ในการเผยแพร่ความรู้ไปสู่วงวิชาการหรือผู้อ่านทั่วไป ที่มีการเรียบเรียงอย่างมีเอกภาพ มีรากฐานทางวิชาการที่มั่นคง และให้องค์ความรู้ที่สร้างเสริมปัญญาความคิดและความแข็งแกร่งทางวิชาการให้แก่สาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวเนื่องตามความเหมาะสม
    4. งานวิจัย ที่นำไปเผยแพร่ในเชิงวิชาการต่างๆ ได้แก่
      4.1 ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัยในวารสารทางวิชาการ
      4.2 ตีพิมพ์ในหนังสือรวมงานวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเชิญให้เขียน และมีกองบรรณาธิการตรวจสอบคุณภาพ
      4.3 นำเสนอในรูปของเอกสารวิชาการต่อที่ประชุมทางวิชาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการในสาขานั้น โดยมีการนำไปรวมเล่มเผยแพร่ในรูปของหนังสือรวมเอกสารวิชาการจากการประชุมครั้งนั้น (Proceedings)
      4.4 งานวิจัยฉบับสมบูรณ์มีความยาวขนาดเล่มหนังสือและจะต้องผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิก่อนนำเผยแพร่ไปยังสถาบันทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  • การโฆษณารับจ้างทำผลงานทางวิชาการ

    การโฆษณารับจ้างทำผลงานทางวิชาการ

    การโฆษณารับจ้างทำผลงานทางวิชาการ
    ด้วยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตรวจสอบพบว่า มีการโฆษณารับจ้างทำผลงานทางวิชาการในเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก กระทรวงการอุดมศึกษาฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การว่าจ้างและรับจ้างทำผลงานทางวิชาการเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 77 กำหนดให้มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงขอให้สถาบันอุดมศึกษาตรวจสอบการจัดทำผลงานทางวิชาการอย่างเคร่งครัด และหากพบการกระทำความผิดดังกล่าวให้ดำเนินคดีกับผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างทำผลงานทางวิชาการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
    https://bua.rmutr.ac.th/?p=1095

  • รับทำผลงานวิชาการเป็นอาชีพ

    รับทำผลงานวิชาการเป็นอาชีพ

    รับทำผลงานวิชาการเป็นอาชีพ
    จ้างทำผลงาน

        รายงานชิ้นนี้ ตีพิมพ์ใน  จุดประกาย Life ฉบับวันอังคารที่ 28 เมษายน 2552 ในลักษณะการนำเสนอ "อาชีพต่างๆ" ในสังคม  โดยไม่ตัดสินเรื่องถูกผิด ผู้อ่านควรพิจารณา ประเด็นด้านศีลธรรมด้วยตัวของท่านเอง
    
     ไม่ใช่ "อาชีพ" ที่ผู้ทำยินดีจะเปิดเผยตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ แต่เป็นอาชีพที่สะท้อนถึงความเป็นจริงอันน่าเศร้าของสังคมไทย
     ที่สำคัญ อาชีพนี้สามารถสร้างเม็ดเงินเป็นค่าตอบแทนได้จำนวนไม่น้อย หากมีความถนัดด้านการทำวิจัยอยู่บ้าง ก็ใช้เวลาไม่นานนัก อีกทั้งตลาดยังเปิดกว้าง มี "ดีมานด์" หรือ "ความต้องการ" เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ท้าทายการจัดการแก้ไขขององค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) ไม่น้อย
    
    
     เนาวรัตน์ (นามแฝง) หนุ่มวุฒิปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยข้อเท็จจริงให้ "จุดประกาย-Life" ว่า หลังรับจ้างทำงานวิทยานิพนธ์ เป็น "ไซด์ไลน์ จ๊อบ" มานานหลายปี และผ่านการเขียนวิทยานิพนธ์มากว่า 50 เล่ม ปัจจุบัน ทิศทางของตลาดว่าจ้างทำงานวิชาการเปลี่ยนไป โดยการว่าจ้างทำวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครู กลายเป็นตลาดใหม่ที่กำลังมาแรง
     เนาวรัตน์ อธิบายว่าที่มาที่ไปของ "งานรับจ้าง" แบบนี้ มาจากระบบการประเมินครูเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ โดยใช้ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Index - KPI) เป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าที่ว่าจ้างให้ทำกัน มักเป็นระดับเลื่อนขึ้นเป็น "อ. 3" และ "คศ.3" (หรือระดับซี 7 ขึ้นเป็น ซี 8)
     "ครูทุกคนจะต้องเสนอผลงาน แล้วในผลงานทั้งหลายทั้งปวงที่ทำ ต้องมีส่วนของงานวิชาการที่ประกอบด้วย 5 บท โครงสร้างคล้ายๆ กับวิทยานิพนธ์ (Thesis) นั่นแหละ คือต้องมี บทนำ , เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, วิธีการดำเนินงาน, ผลการทดลอง, สรุปผลและข้อเสนอแนะ"
     เจ้าตัวเผยให้ฟังว่า เนื่องจากเคยรับจ้างทำวิทยานิพนธ์อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมี "งานเข้า" จึงลองรับมาทำด้วย แต่โดยส่วนตัวถือว่า "ยากกว่า" เพราะยังไม่คุ้นเคยเท่าใดนัก
     แต่ประเด็นที่เจ้าตัวต้องการเล่าให้ฟังคือ วิธีการนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น แทนที่จะเป็นเรื่อง "การทำการสอน" ซึ่งน่าจะเป็น "เรื่องหลัก" หรือ Priority ของครูมากกว่า โดยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ที่เด็กใกล้สอบ ครูแทนที่จะสอน กลับมาใช้เวลากับเรื่องนี้เป็นหลัก
     "สำหรับครู การเลื่อนตำแหน่งได้ ต้องทำผลงานความเป็นครู คือมีกิจกรรมกับเด็ก และจะต้องทำงานอะไรบ้าง ต้องมีประวัติการทำงาน การเข้าอบรม โดยที่การสอนไม่นับ หากคุณเป็นครูที่ทำการสอนอย่างเดียว ก็จะได้เพียงขั้นปกติ เงื่อนไขแบบนี้เท่ากับเป็นการผลักดันให้ครูออกไปข้างนอกมากขึ้น เช่น ไปรับงานวิจัย ทำกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอก แสดงให้เห็นว่า สมัยนี้เราไม่ได้เน้นความเป็นครูว่าจะต้องสอนเด็กอย่างไร แต่จะเน้นไปที่งานเอกสาร ทำชีวิตให้มีเอกสาร แล้วคุณก็พร้อมที่จะเลื่อนขั้น"
     "นอกจากนี้ ใน KPI ยังมีข้อหนึ่งระบุว่า ห้ามสอนให้เด็กสอบตก ถามว่าแล้วในกรณีนี้ คุณจะให้เด็กตกหรือไม่ การให้เกรดมันง่ายนิดเดียว ใช้ปากกาเขียนเกรดลงไปเท่านั้น ดังนั้น หากมีเด็กตก เขาจะตั้งคำถามว่าคุณสอนอย่างไรให้เด็กสอบตก แต่อย่างที่รู้กันสมัยนี้ เราสอนแทบตาย เด็กยังไม่คิดจะรับเลย เขาไม่สนใจหรอกว่าคุณสอนอย่างไร แต่คุณสอนให้ผ่านเป็นใช้ได้"
     เนื่องจากงานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะ แต่เอาเข้าจริงๆ งานส่วนนี้ ครูโดยทั่วไปไม่ถนัด เช่น ถ้าครูจบปริญญาตรี ก็อาจทำวิทยานิพนธ์ไม่เป็น เพราะไม่ผ่านกระบวนการเรียนในหลักสูตร ดังนั้น จึงมีการว่าจ้างให้ทำวิจัยเกิดขึ้น ซึ่งตลาดที่ว่านี้หมายถึงครูทั่วประเทศที่มีปริมาณเป็นหมื่นคน
     "ในกรณีที่คุณมีกิจกรรมเด่น สอนพลศึกษา ทำให้เด็กนักกีฬาตะกร้อติดทีมชาติไปแข่งขันต่างประเทศ งาน 5 บทนี้ อาจจะไม่เน้น ก็จ้างทำเล่มละ 2 พันก็พอ แต่ถ้าไม่มี คุณก็ต้องเข้มข้นงานตรงนี้หน่อย"
     โดยส่วนตัวของเนาวรัตน์ ปีนี้เขารับทำวิจัยให้ครู 7 ราย จากเดิมที่มีการติดต่อเข้ามาเพื่อให้ทำวิทยานิพนธ์ ผลปรากฏว่าตอนนี้มีติดต่อมาเพื่อทำงานนี้มากกว่า
     "ตอนนี้ระดับค่าจ้างของผม สำหรับวิทยานิพนธ์อยู่ในขั้นแพงกว่าคนอื่นๆ คือตกเล่มละ 2 หมื่นอัพ ขณะที่ตลาดรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ มีคนแห่ทำกันมาก และยอมตัดราคาลงไปต่ำกว่านี้ ราคาถูกจนผมทำไม่ไหว เลยหันมารองรับงานวิจัยเลื่อนขั้นครูดูบ้าง แต่เชื่อว่าปัจจุบันมีคนรับจ้างทำเยอะมาก เพราะสังเกตตั้งแต่ปีที่แล้ว จากการปฏิเสธครูไปหลายราย ปรากฏว่าไม่มีใครกลับมาง้อ แปลว่าเขาสามารถหาคนรับจ้างรายใหม่ๆ ได้ไม่ยาก"
     "ราคาค่าจ้างทำวิทยานิพนธ์ เล่มละ 2 - 5 หมื่น แต่ผลงานวิชาการครู เล่มตั้งแต่ 2 พัน ถึง 2 แสนบาท จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก"
     พร้อมอธิบายว่า ระดับราคา 2 พัน หมายถึงเจ้าหน้าที่ธุรการในโรงเรียน พวกลูกจ้างชั่วคราวที่จบปริญญาโท  เมื่อนายสั่งให้ทำก็ต้องทำ แต่ค่าจ้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 - 5 หมื่นบาท ส่วนผู้มีอำนาจในการให้ผ่าน (กรรมการ) ว่ากันว่า คิดราคาถึง 2 แสนบาทเลยทีเดียว
     "ก่อนที่ สพฐ.จะกำหนดให้ทำนั้น จะมีการอบรมครู มีเอกสารให้ แล้วคนที่ทำหน้าที่อบรม อาจจะพูดนัยว่า ถ้ามีอะไรให้โทร.มานะ" เนาวรัตน์ บอก
     เจ้าตัวกล่าวพร้อมเสริมข้อมูลให้รู้ว่า ความแตกต่างจากการทำวิทยานิพนธ์อยู่ตรงงานวิจัยเพื่อเลื่อนขั้นครู จะเน้นไปที่การประมวลผลทางสถิติ เก็บข้อมูล การออกแบบเครื่องมือ คิดสร้างนวัตกรรม และยังต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล โดยวิธีการทำงาน จะออกแบบให้ครูนำกลับไปเก็บข้อมูล จากนั้นจะมีการส่งเอกสารไปและมา
     "ขณะที่วิทยานิพนธ์จะเน้นเชิงคุณภาพ รวมไปถึงคุณภาพในการเขียน แต่ในส่วนนี้ เมื่อตรวจออกมา ข้อหนึ่ง-เขาบอกว่าปีของการรีวิวเอกสารเก่าเกินไป ทั้งที่เราไม่เห็นว่า theory บางอย่างมันจะเชย เพราะ theory เป็นเรื่องของ logic" เนาวรัตน์ตั้งข้อสังเกต
     แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ข้อดีของการทำวิจัยเลื่อนวิทยฐานะ คือการทำให้ครูต้องปรับปรุงตัวเองให้มีความก้าวหน้า
     "ทำให้ครูไม่ตาย ไม่ใช่ว่าใช้ sheet ชุดเดียวแล้วสอนตลอดชาติ แต่สิ่งที่น่าเสียดาย อยู่ตรงการประเมินวิทยฐานะไม่ได้สนใจผลที่สะท้อนกลับไปยังตัวเด็ก แต่กลับมาเน้นสถิติที่ใช้วัด คุณใช้สถิติได้ดีแค่ไหน เขียนประเมินผลอย่างไร รวมถึงสื่อการสอน มีการคิดสร้างสื่อไปใช้กับเด็ก ห้องนี้เรียน ห้องนี้ไม่เรียน แล้วใช้สถิติทดสอบความแตกต่าง"
     เนาวรัตน์ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ลูกค้าที่เป็นครูนั้นมีความน่าเบื่อมากกว่านักศึกษาปริญญาโท เพราะลักษณะของครู มักมีนิสัยเผด็จการ มีความดื้อและพูดคุยไม่รู้เรื่อง ...
    "คือถ้านักศึกษามาให้เราทำ เขาจะรู้ตัวเลยว่า เขาไม่รู้เรื่อง ต้องเจียมตัว ปัญหาที่เราเห็นคือไม่รู้ว่าจบปริญญาตรีมาได้อย่างไร และบางทีเราไม่เก่งพอที่จะไปสอนเขาได้ โดยเฉพาะวิชาที่ไม่ใช่เอกของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงดีมานด์-ซัพพลาย เขาถึงขนาดไม่รู้ว่า แกนเอ็กซ์ คือ P (price) แกนวายคือ Q (Quantity) ต้องให้เรานั่งสอนขนาดนั้นเลย กว่า thesis จะเสร็จเล่มนึง กลับไปเรียนใหม่ดีกว่ามั้ย ขนาด Over-Supply ยังต้องนั่งอธิบาย"
     แต่เหตุผลที่เขารับจ้างทำงานวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สนุกและท้าทาย
     "ผมจะตั้งเป็น template รอไว้เลย สัก 5 เล่ม พอเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ พวกที่ไม่มีปัญญาทำ จะวิ่งมาหาแล้ว เราทำเป็นบล็อกไว้ แล้วค่อยเปลี่ยนเรื่องใบความรู้ หรือเครื่องมือ สื่อการสอน ระยะเวลาทำจริงๆ แค่ 1 เดือน แต่ถ้านับวันที่เรานั่งทำงานบนโต๊ะ ไม่ถึงเดือนหรอก ด้วยความเร็วของผม บท 1-2-3 ผมใช้เวลาจริงๆ แค่ 2 คืน จริงๆ เร็วได้กว่านั้น แต่เราไม่ได้นั่งเทียนในเรื่อง data ไม่งั้น คงเสร็จเร็วกว่านี้"
     ในตอนท้ายของการให้ข้อมูล เจ้าตัวยอมรับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาระบบการศึกษาที่เลวร้าย แต่ถึงเขาไม่ทำ โดยระบบก็เอื้อให้มีคนรับจ้างทำงานนี้อยู่ดี โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นครูอายุตั้งแต่  40 ขึ้นไป จนถึงเกือบ 60 ปี
     "การจ่ายค่าจ้างถือว่าคุ้มค่า เพราะเมื่อเลื่อนขั้นได้แล้ว ครูจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มอีกเดือนละ 7 พันบาท จึงเป็นเป้าหมายของบรรดาครูใกล้เกษียณทั้งหลาย ! "

    อาชีพ : รับจ้างทำผลงานวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ
    องค์ความรู้ : มีทักษะและความรู้พื้นฐานในการทำวิจัย
    กลุ่มเป้าหมาย : ครูระดับ อ. 2 ที่ต้องการปรับขึ้นเป็น อ.3
    ระดับราคา : โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 หมื่น – 5 หมื่นบาท ต่อเล่ม
    สถานที่ติดต่อ : ไม่สามารถเปิดเผยได้

       จากเหตุการณ์ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้  จะโทษใคร  วงการศึกษาไทยจึงเป็นแบบนี้  ใครตอบได้  ช่วยตอบครู ท. หน่อยจักเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่ง

    เขียนใน GotoKnow
    โดย ท.ณเมืองกาฬ
    ใน วิชาการ

Many players weighing new gaming sites end up comparing welcome packages, live dealer lobbies, and withdrawal speeds before signing up, and platforms like Cazeus Online Casino often show up in those side-by-side reviews. A short check of licensing credentials, available payment methods, and the variety of slot providers tends to separate the better regulated brands from the rest of the pack, so it is worth scanning the footer details and the terms page rather than just the promo banner. For anyone interested in trying Cazeus Online Casino, reading recent player feedback and noting the minimum deposit and wagering requirements usually gives a clearer picture than the headline bonus number alone.
Wie je live tafels wilt verkennen zonder gedoe, dan kan een account met snelle verificatie en heldere stortingslimieten helpen; wie liever sport en slots combineert, vindt via stake casino een overzichtelijke Nederlandstalige omgeving die aan alle eisen voldoet.