TsisWorld

Day: September 19, 2021

  • เรียน ป. โท จะเลือก แผน ก หรือ แผน ข ดี?

    เรียน ป. โท จะเลือก แผน ก หรือ แผน ข ดี?

    เรียน ป. โท จะเลือก แผน ก หรือ แผน ข ดี?

    การศึกษาในระดับปริญญาโทนั้น ยังมีหลายๆ คนสงสัยในการเลือกเรียนระหว่างแผน ก กับ แผน ข ซึ่งไม่เข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และแผนไหนจะตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการของเรา ดังนั้นเราขอนำความเห็นจากหลายๆ แหล่งมาประมวลมาให้อ่านกัน ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางให้ได้ตัดสินใจกันและหวังว่าคงมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อย และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททำไม? เรียนเพื่อไปทำอะไร?”

    แผน ก (ทำวิทยานิพนธ์) และ แผน ข (การค้นคว้าอิสระ)
    หลักสูตรในแผน ก เป็นหลักสูตรที่มีการทำงานวิจัยเป็น “วิทยานิพนธ์” (12 หน่วยกิต)โดยมุ่งเน้นทักษะการทำวิจัยเต็มรูป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการศึกษาต่อ ในระดับสูงขึ้นหรือปริญญาเอก (ดร.) ในโอกาสต่อไป โดยงานวิจัยต้องได้รับการตีพิมพ์ในฐาน TCI ฐาน 2 ขึ้นไป จึงจะสามารถจบการศึกษาได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักวิชาการ อาจารย์ หรืออาจเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ (เป็นการเรียนเชิงลึก) เหมาะกับผู้ที่ชอบการค้นคว้าทำวิจัย
    หลักสูตรในแผน ข เป็นหลักสูตรที่มีการทำงานวิจัยเป็น “การค้นคว้าอิสระ” (6 หน่วยกิต) โดยมุ่งเน้นทักษะการทำวิจัยเช่นเดียวกัน เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความสนใจศึกษางานวิจัย เพื่อต้องการนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ หรือสำหรับผู้ที่มีความต้องการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษตามความสนใจของตนเอง โดยงานวิจัยต้องได้รับการตีพิมพ์หรือการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง จึงจะสามารถจบการศึกษาได้
    จะเลือกแผนไหนนั้นขึ้นอยู่กับ
    สาขาวิชาที่เรียนบางสาขา การทำวิทยานิพนธ์จะมีประโยชน์มากกว่าการค้นคว้าอิสระ
    การวางอนาคต ถ้าต้องการต่อปริญญาเอกหรือทำงานในสายงานวิชาการ วิจัย อาจารย์ การทำวิทยานิพนธ์จะเป็นการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมที่ดีมาก
    ความถนัดและความชอบส่วนบุคคล ต้องมีเวลาที่จะศึกษาหาข้อมูลเต็มที่
    อย่างไรก็ตาม จะเลือกแผนไหนก็ได้ แต่ต้องให้ได้ตรงตามเป้าประสงค์ในอนาคตของเรา เพราะว่าจะทำให้เรามีความพร้อมที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่ควรเลือกให้เราได้เรียนรู้ให้มากที่สุด มีความรับผิดชอบต่อตัวเองให้มาก เพราะส่วนใหญ่การเรียนในระดับปริญญาโทเป็นการศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเอง

    สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มเรียนต่อปริญญาโท เพื่อเป็นแนวทางให้เตรียมพร้อมและเตรียมตัวสำหรับการเรียนต่อได้อย่างถูกต้อง
    รู้เป้าหมาย

    สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนต่อ ก็คือรู้จักเป้าหมายว่าเราจะเรียนต่อไปทำไม? เพราะการเรียนต่อโดยไร้เป้าหมายจะทำให้เสียเวลาและเสียเงินไปเปล่าๆ หากเรียนไปแล้วรู้สึกไม่ใช่หรือไม่ชอบ เพราะฉะนั้นจึงควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนสำหรับการเรียนต่อว่าเรียนไปทำไมและเพื่ออะไร เช่น เรียนต่อเพื่อใช้ในการทำงาน เรียนต่อเพื่อเป็นอาจารย์ หรือเรียนต่อเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม เพราะสิ่งนี้จะมีผลในการเลือกเรียนในหลักสูตรต่างๆ และช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขตของเวลาได้อย่างชัดเจนด้วย
    ภาคปกติและภาคพิเศษเหมาะสำหรับใคร

    โดยปกติแล้วการเรียนต่อปริญญาโทจะมีให้เลือกเรียนได้ 2 แบบ ซึ่งก็คือภาคปกติและภาคพิเศษ
    ภาคปกติ จะเป็นการเรียนในรูปแบบวันจันทร์ – ศุกร์ การเรียนจะไม่หนักเท่าภาคพิเศษ เพราะไม่ต้องมีวิชาเรียนอัดเกินไป ทำให้มีเวลาทำงานส่งอาจารย์ในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย การเรียนภาคปกติจึงเหมาะสำหรับคนที่มีเวลาว่างในวันปกติ ผู้ที่ยังไม่ได้ทำงานประจำ คนที่มีรายได้น้อยและคนทำงานอิสระนั้นเอง
    ภาคพิเศษ มีการเรียนการสอนในวันเสาร์ – อาทิตย์ ส่วนค่าหน่วยกิตจะแพงกว่าการเรียนภาคปกติ ภาคพิเศษจะเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานประจำเพราะมีเวลาจำกัดในการเรียน
    โครงสร้างหลักสูตร แผน ก และ แผน ข

    โดยปกติแล้วหลักสูตรปริญญาโทจะมีให้เลือกด้วยกันอยู่ 3 แบบ แผน ก1, ก2, และแผน ข ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้มีความต่างกันทั้งวิชาเรียน ความเข้มข้นและรูปแบบการเรียน
    แบบแผน ก1 คือ หลักสูตรที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรืออาจารย์ในสาขาวิชานั้นๆ โดยหลักสูตรแบบ ก1 จะไม่มีการเรียนการเรียนการสอน แต่จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้เวลาไปกับการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น ทำให้หลักสูตร ก1 ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
    แบบแผน ก2 จะมีความต่างจากแบบแผน ก1 ก็คือ มีการเพิ่มการเรียนการสอนให้เพื่อปรับพื้นฐานและความรู้ให้กับผู้เรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปทำวิทยานิพนธ์ได้
    แบบแผน ข แบบแผน ข จะมีความคล้ายคลึงกับแบบแผน ก2 เพียงแต่จะมีความเข้มข้นน้อยของเนื้อหาน้อยกว่าการเรียนแบบ แผน ก และไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา แต่ต้องทำเป็นการค้นคว้าอิสระแทน
    รู้จักวิธีการหาทุน

    ทุนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้เรียนต่อไม่ว่าจะเป็นระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก เพราะจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนและทำงานวิจัยได้โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่าย โดยปกติแล้วการหาทุนเรียนต่อมีอยู่สองแบบคือ ทุนภายในและทุนภายนอก
    ทุนภายใน คือ ทุนที่ทางมหาวิทยาลัยหรือภาควิชาที่เราศึกษาต่อออกให้โดยตรง เช่น ทุนผู้ช่วยอาจารย์ ทุนผู้ช่วยวิจัย ทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ ทุนสนับสนุนการวิจัย โดยทุนภายในแต่ละประเภทจะมีความรายละเอียดที่แตกต่างกัน
    ทุนภายนอก คือ ทุนที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนภายนอกที่ไม่ใช่จากทางมหาวิทยาลัยโดยตรง เช่น ได้รับเงินทุนจากบริษัทที่ทำงาน ทุนสำหรับการตีพิมพ์ในวารสาร หรือได้รับเงินทุนจากกระทรวงหรือหน่วยเงินต่าง ๆ
    รู้จักวิธีการสอบเข้า

    ปกติแล้วการสอบเข้าเรียนต่อจะมีอยู่ด้วยกัน 2 รอบ คือ 1) การสอบข้อเขียน เพื่อวัดความรู้พื้นฐานของผู้เข้าสอบ โดยทางหลักสูตรจะเป็นผู้กำหนดวิธีการสอบ และ 2) การสอบสัมภาษณ์ จะเป็นการสอบปากเปล่ากับอาจารย์ประจำสาขานั้นๆ
    รู้จักความต้องการของตลาด

    ในอนาคตบางสาขาวิชาอาจถูกยุบหรืออาจจะมีสาขาวิชาใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งนึกที่เราควรคำนึงก็คือ ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตอีก 2 – 5 ปี ว่ามีแนวโน้มหรือขาดแคลนแรงงานในด้านใด เพราะคงไม่มีใครที่จะเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ
    รู้จักเตรียมตัว

    รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เพราะเรารู้ว่าฆ่าศึกเป็นใคร การเรียนต่อก็เช่นกัน หากเราเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีการเรียนต่อจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือ เตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษเพราะหนังสือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งหมด
    เตรียมคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะเวลาในการเรียนปริญญาโทนั้นสั้นกว่าที่คิด และหากไม่ได้คิดหัวข้อที่อยากจะทำไว้ก่อนจะทำให้การเรียนจบใช้เวลาและแรงกายมากกว่าเดิม
    เตรียมตัวรับมือกับความท้อแท้ บ่อยครั้งที่ผู้เรียนต่อในระดับปริญญาโทต้องเผชิญหน้ากับความท้อแท้ แต่ก็อย่าได้กลัวไป เพราะความท้อแท้นี้แหละจะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นได้ในอนาคต
    เตรียมตัวเรื่องเวลา การเรียนต่อในระดับปริญญาโทขึ้นไป อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะไม่จ้ำจี้จ้ำไชเรา ทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น
    เรียบเรียงข้อมูลโดย : กุสุมา ไชยพัฒน์

    วันที่ 1 เมษายน 2563

  • ภาพรวมหลักสูตร

    ภาพรวมหลักสูตร

    ** การรับสมัครนิสิตใหม่ (ช่วงมกราคม – เมษายนของทุกปี) **

    e-book หลักสูตร

    ภาพรวมหลักสูตร

    หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2512 โดยรับสมัครผู้ที่สำเร็จการศึกษาปริญญานิติศาสตรบัณฑิตเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาบัณฑิต ทั้งนี้ หลักสูตรฯ ได้มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละสาขาวิชา ซึ่งประกอบไปด้วย 4 สาขาวิชากฎหมายหลัก อันได้แก่ กฎหมายเอกชนและธุรกิจ กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ

    ในแต่ละปีการศึกษา หลักสูตรฯ จะเปิดรับสมัครและทำการคัดเลือกผู้ที่มีสิทธิเข้าศึกษาประมาณปีละ 100 คน ทั้งนี้มีผู้ที่สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากทั่วประเทศให้ความสนใจและสมัครเข้าศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วทั้งในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าศึกษาจึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้และมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน

    โครงสร้างและเนื้อหาหลักสูตร

    เพื่อให้การศึกษาในระดับมหาบัณฑิตมีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป หลักสูตรฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของคัดเลือกอาจารย์และผู้ทรงวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งในทางวิชาการและทางปฏิบัติเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์และความรู้สูงสุดจากคณาจารย์ประจำ อาจารย์พิเศษ วิทยากร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นที่ยอมรับในวงการนิติศาสตร์ อาทิเช่น อดีตประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง อดีตอัยการสูงสุด รวมถึงที่ปรึกษากฎหมายระดับแนวหน้าของประเทศจากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ

    ปัจจุบัน หลักสูตรฯ ได้ผลิตมหาบัณฑิตกว่า 2,000 คน โดยมหาบัณฑิตเหล่านี้ได้นำความรู้ ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนการสอนไปใช้ในการพัฒนาประเทศชาติและรับใช้สังคมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาควิสาหกิจ รวมถึงภาคเอกชน อาทิ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ตุลาการ ข้าราชการ อาจารย์ นิติกร ทนายความ เป็นต้น

    จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 39 หน่วยกิต แบ่งเป็น
    แผน ก2 (วิทยานิพนธ์)
    รายวิชาบังคับทุกหมวดวิชา 6 หน่วยกิต
    รายวิชาบังคับเฉพาะหมวดวิชา 9 หน่วยกิต
    รายวิชาเลือกเฉพาะหมวดวิชา 9 หน่วยกิต
    รายวิชาเลือกเสรี 3 หน่วยกิต
    จำนวนหน่วยวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิต
    แผน ข (เอกัตศึกษา)
    รายวิชาบังคับทุกหมวดวิชา 6 หน่วยกิต
    รายวิชาบังคับเฉพาะหมวดวิชา 12 หน่วยกิต
    รายวิชาเลือกเฉพาะหมวดวิชา 9 หน่วยกิต
    รายวิชาเลือกเสรี 6 หน่วยกิต
    จำนวนหน่วยการค้นคว้าอิสระ 6 หน่วยกิต
    การจัดการศึกษา

    ระยะเวลาการศึกษา
    หลักสูตรฯ มีระยะเวลาการศึกษา 2 ปีการศึกษา แต่ไม่เกิน 4 ปีการศึกษานับจากภาคการศึกษาแรกที่รับเข้าศึกษา

    1 ปีการศึกษา : แบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษา

    ประมาณเดือนกรกฎาคมของทุกปี ลงทะเบียนเรียน ภาคการศึกษาต้น ที่เว็บไซต์ www.reg.chula.ac.th
    ชำระค่าเล่าเรียน ผ่าน CU NEX Application
    ระหว่างเดือนสิงหาคม – ธันวาคมของทุกปี การจัดการเรียนการสอน ภาคการศึกษาต้น
    สอบปลายภาค (ภาคการศึกษาต้น)
    ประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ลงทะเบียนเรียน ภาคการศึกษาปลายที่เว็บไซต์ www.reg.chula.ac.th
    ชำระค่าเล่าเรียน ผ่าน CU NEX Application
    ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคมของทุกปี การจัดการเรียนการสอน ภาคการศึกษาปลาย
    สอบปลายภาค (ภาคการศึกษาปลาย)
    เวลาเรียน วันจันทร์ – วันเสาร์
    วันจันทร์ – วันศุกร์ : เวลา 17.00 – 20.00 น.
    วันเสาร์ : เวลา 09.00 – 16.00 น.
    การสมัครและแนวทางการคัดเลือก (How to Apply)

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัคร
    สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำปริญญานิติศาสตรบัณฑิต
    ผ่านการคัดเลือกตามวิธีการที่หลักสูตรกำหนด
    ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง
    ผู้เข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา จะศึกษาเกินกว่า 1 สาขาวิชาในเวลาเดียวกันมิได้
    ผู้เข้าศึกษาต้องผ่านเกณฑ์คะแนนภาษาอังกฤษในวันลงทะเบียนแรกเข้า ดังต่อไปนี้
    5.1 มีคะแนนภาษาอังกฤษ CU-TEP ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ TOEFL ตั้งแต่ 400 ขึ้นไป หรือ IELTS ตั้งแต่ 3.0 ขึ้นไป ก่อนลงทะเบียนแรกเข้า ทั้งนี้ ผลคะแนนต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปี นับจากวันรายงานผลคะแนนการทดสอบจนถึงวันปิดรับสมัคร

    5.2 การสำเร็จการศึกษา นิสิตต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ CU-TEP ตั้งแต่ 45 ขึ้นไป หรือ TOEFL ตั้งแต่ 450 ขึ้นไป หรือ IELTS ตั้งแต่ 4.0 ขึ้นไป หรือสอบผ่านรายวิชาภาษาอังกฤษตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดด้วยจึงจะสำเร็จการศึกษาได้

    วิธีการคัดเลือก
    สอบข้อเขียน
    สัมภาษณ์
    ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา
    ค่าใช้จ่ายที่นิสิตต้องชำระ ประมาณ 36,500 บาท / ภาคการศึกษา
    ทุนอุดหนุนการศึกษา
    ทุนอุดหนุนการศึกษา ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.grad.chula.ac.th หรือ โทร.0-2218-3502-4
    ทุนของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ทุนนิสิตช่วยงาน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
    ระยะเวลารับสมัคร
    เปิดรับสมัครระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปี ** คลิกสมัคร **
    วิธีการสมัคร (สามารถทำได้ 3 ช่องทาง)
    ยื่นใบสมัครทาง Online ที่ www.law.chula-regist.com
    ยื่นใบสมัครด้วยตนเองที่หลักสูตรฯ
    ยื่นใบสมัครทางไปรษณีย์
    บุคลากรประจำหลักสูตร

    ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
    อาจารย์ ดร.ภาวัฒน์ สัตยานุรักษ์
    รองผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
    อาจารย์ ดร.ปราโมทย์ เสริมศีลธรรม
    เจ้าหน้าที่หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
    นายบำรุง ถนอมเชื้อ
    นางพิริยาภรณ์ คำมอนมาย
    นางสาวกนกกร ป้อมปลั่ง
    ติตต่อหน่วยงาน

    สำนักงานหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
    หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (สาขานิติศาสตร์) llm-thai@law.chula.ac.th โทร. 095-3676129

  • ฉันเสียน้ำตาเพราะทำวิทยานิพนธ์ : เมื่อความยากในการศึกษาทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

    ฉันเสียน้ำตาเพราะทำวิทยานิพนธ์ : เมื่อความยากในการศึกษาทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

    ฉันเสียน้ำตาเพราะทำวิทยานิพนธ์ : เมื่อความยากในการศึกษาทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
    Posted On 23 May 2019 Thanyawat Ippoodom
    ADVERTISEMENT

    หัวข้อจะผ่านไหม? คำถามวิจัยเป็นยังไงบ้าง? อาจารย์ที่ปรึกษาจะโอเครึเปล่า? คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำกับชีวิตการทำวิทยานิพนธ์

    ‘วิทยานิพนธ์’ ดูเหมือนจะเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิตนักศึกษาปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เพราะกระบวนการวิจัยคือสิ่งทดสอบทั้งสภาพร่างกายคือความอึด ถึก ทน และวัดกำลังใจกันว่า เราจะสามารถฝ่าฝืนความยากที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ หลายคนก็เดินต่อไปได้ ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยต้องเสียน้ำตา เพราะความยากลำบากและความรู้สึกกดดันที่เกิดขึ้น

    จากเปิดเล่มถึงปิดเล่ม เมื่อฉันเสียน้ำตาให้กับวิทยานิพนธ์
    “เราร้องไห้หนักสุดตอนก่อนสอบเปิดเล่ม มันคือความกลัว ความไม่มั่นใจ เราไม่รู้ว่าจะไปรอดแค่ไหน เพราะถ้าไม่ผ่านจริงๆ เราก็อาจจะต้องกลับไปเริ่มใหม่ทั้งหมด คืนก่อนสอบก็ทำพรีเซนเทชั่นไปน้ำตาก็ไหลไป” นิสิตปริญญาโทคณะนิเทศศาสตร์ เล่าให้เราฟัง

    เรื่องราวความกดดันจาก ‘การสอบเปิดเล่ม’ คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นกับนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังทำวิทยานิพนธ์วิชาประวัติศาสตร์

    การสอบเปิดเล่ม หรือที่เรียกกันว่า สอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ คือขั้นตอนที่นักศึกษาต้องนำชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์ หัวข้อวิจัย ประเด็นที่ต้องการศึกษา รวมถึงทฤษฏีหรือบททบทวนวรรณกรรมไปเสนอกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้เปรียบเหมือนโครงสร้างพื้นฐานของวิทยานิพนธ์เลยก็ว่าได้ ถ้าโครงสร้างดีก็ไปต่อได้ดี แต่ถ้าโครงสร้างไม่มั่นคง ก็อาจจะต้องปรับแก้ไขกันให้สมบูรณ์มากที่สุด

    “สอบเปิดเล่มคืออะไรที่เครียดมากนะ เพราะถึงแม้เราจะคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษามาระดับหนึ่งแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าวันสอบมันจะเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี อาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการนอกก็เข้ามาร่วมสอบด้วย มันก็เลยเครียดไปใหญ่ ตอนก่อนสอบก็น้ำตาปริ่มๆ แหละเพราะกดดัน แต่พอเจอคอมเมนต์งานและรู้ว่าต้องแก้อะไรบ้างนั่นแหละ น้ำตาไหลของจริง”

    ส่วนนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์ เล่าว่า ช่วงเวลาก่อนสอบเปิดเล่มค่อนข้างเครียดมากๆ สำหรับเขาแล้ว มันหนักมากที่สุดในช่วงของการเขียนวัตถุประสงค์และเนื้อหาส่วนที่เป็นการทบทวนวรรณกรรม

    กระทู้พันทิป หนึ่งช่องทางที่หลายๆ คนมักไปเล่าเรื่องความยากของทำวิทยานิพนธ์

    “ช่วงนั้นชีวิตอยู่ในห้องสมุดทุกวัน ด้วยความที่หัวข้อของเรามันคือการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระบบการเมืองที่รายละเอียดค่อนข้างเยอะ แถมส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชีวิตจะเดินมาถึงจุดที่ยืนพิมพ์ค้นหาชื่อหนังสืออ้างอิงไปก็น้ำตาไหลไป คือเราไม่รู้เลยว่าที่หาอยู่มันจะจบสิ้นเมื่อไหร่”

    แม้จะผ่านช่วงเวลาการสอบเปิดเล่มมาได้ และการปรับแก้ไขเนื้อหาจะเป็นไปโดยสมบูรณ์ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำ หากแต่นักศึกษาปริญญาโทอีกคน บอกกับเราว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากมันไม่ได้หยุดลงแค่นั้น

    “ระหว่างที่ทำเล่มไปก็ต้องคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาตลอดใช่ไหม อยู่มาวันนึงอาจารย์ของเราก็โทรมาบอกว่า เขากำลังจะไปบวชและจะขาดการติดต่อสักระยะ โอ้โห ตอนนั้นน้ำตาจะไหลจริงๆ คือแปลว่าเราต้องรีบทำให้เสร็จก่อนกำหนดเร็วขึ้น ชีวิตต้องปรับตารางกันใหม่หมดเลย เพราะเราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยพร้อมๆ กัน

    “เอาจริงๆ เรื่องอาจารย์ไปบวชนี่ขำไม่ออกนะ เพราะเราจะติดต่อเขาไม่ได้เลย หรือจริงๆ ก็ติดต่อได้มั้งแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนายังไง” เธอคนนี้เล่าเสริมว่า ถึงอย่างนั้น ก็ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามาได้ในที่สุด

    ADVERTISEMENT

    หนึ่งในนักศึกษาปริญญาโทที่เราเคยคุยด้วยผ่านบทความ ‘เรียนไม่ไหว กลัวทำวิจัยไม่ผ่าน : ชีวิตแสนกดดันของคนเรียนปริญญาโท-เอก’ ก็มีเรื่องทำนองเดียวกัน เธอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับช่วงเวลา ‘ระหว่างทาง’ ไปสู่การสอบปิดเล่ม

    “เรานั่งทำงานไปร้องไห้ไป พิมพ์งานไปก็น้ำตาไหลไป เพราะกลัวว่าจะทำไม่ทัน ตอนนั้นมันเหลืออีกสัปดาห์จะต้องสอบปิดเล่มแล้ว เป็นช่วงที่เครียดที่สุดก็ว่าได้ เพราะไม่แน่ใจว่าทุกอย่างที่เขียนไปมันจะถูกต้องรึเปล่า กลัวว่าส่งไปแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาตอบกลับมาว่า สิ่งที่เราทำมันผิด เราเครียดแบบนี้ไปตลอด จนถึงวันสุดท้ายที่ต้องส่งเล่มก็ไม่ได้นอน”

    เมื่อการเสียน้ำตาทำให้เราเข้มแข็ง
    เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำตาและการร้องไห้ หลายๆ ครั้งมันมักถูกตีความว่ามันเป็นเรื่องของความเปราะบาง หรืออ่อนไหว อ่อนแอ เพียงแค่นั้น แต่สำหรับนักศึกษาที่ต้องฝ่าฝันกับการทำวิทยานิพนธ์แล้ว พวกเขาไม่ได้คิดเช่นนั้นเสมอไป

    “ตอนร้องไห้มันก็เปราะบางแหละ เพราะเรารู้สึกกดดันหนักมาก แต่ถ้าผ่านมันมาได้ก็จะรู้ว่าชีวิตแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า เหมือนปลดล็อกตัวเองจากเงื่อนไขยากๆ ในอดีตได้เลย” อดีตนักศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ย้อนเรื่องราวให้ฟังถึงช่วงเวลานั้น

    เธอเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ชอบดูถูกตัวเอง ทำอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จ แต่การทำวิทยานิพนธ์มันเปลี่ยนเราไปเลย พอมองย้อนกลับไป การร้องไห้ในวันนั้นมันก็ทำให้เรามีระเบียบวินัยกับตัวเองมากขึ้นนะ อันนี้คือสิ่งที่ปริญญาโทให้มากับเรานอกเหนือไปจากความรู้ในหนังสือ”

    ส่วนอดีตนักศึกษาปริญญาโท ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เขาตอบผ่านข้อความในช่องแชทว่า

    “ผมร้องไห้ครั้งเดียวคือหลังพิธีรับปริญญา อารมณ์คล้ายๆ ยกภูเขาออกจากออกได้สำเร็จ ชีวิตนี้ไม่เคยทำอะไรสำเร็จได้เท่าไหร่ แต่การเรียบจบปริญญาโทได้ แถมยังใช้ชีวิตไกลจากครอบครัวด้วย มันโคตรทำให้เลเวลอัพเลย ต่อจากนี้ก็มั่นใจกับอะไรหลายอย่างมากขึ้นแล้วนะ

    “พอผ่านชีวิตนั้นมาได้ เราเองก็เริ่มมั่นใจว่าต่อจากนี้ทำเรื่องยากๆ ให้สำเร็จได้เหมือนกัน เมื่อก่อนเคยมีรุ่นพี่มาพูดโม้ๆ ประมาณว่า ถ้าเอ็งเรียนปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์จบเมื่อไหร่ หลังจากนั้นก็สามารถทำได้ทุกอย่างแล้ว เรากลับมานึกถึงประโยคนั้นก็เริ่มจะเชื่อเขาบ้างเหมือนกันแล้ว”

    ในแง่หนึ่งแล้ว ผลสำเร็จของการศึกษาอาจมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น ใบปริญญา และรูปเล่มวิทยานิพนธ์ที่จับต้องได้ในห้องสมุด ขณะเดียวกัน สิ่งที่เหล่านักศึกษาได้รับจากประสบการณ์การทำวิทยานิพนธ์ ยังมีเรื่องของการเติบโตทางอารมณ์ และชีวิตที่เข้มแข็งมากขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน

    ชีวิตหลังน้ำตาวิทยานิพนธ์
    ในทางจิตวิทยา เคยมีคนพูดถึงภาวะที่เรียกว่า ‘Post Commencement Stress Disorder’ (PCSD) หรืออาการความเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากเรียนจบ ซึ่งจะเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ว่า ชีวิตหลังจากเรียนจบจะเดินไปทางไหนต่อดี เมื่อต้องเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยไปแล้ว

    หลายๆ คนที่เผชิญหน้ากับ Post Commencement Stress Disorder มักเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง และคิดว่าตัวเองในตอนนี้ขาดความช่วยเหลือเพื่อเผชิญโลกกว้าง

    หากแต่เรื่องราวจาก ‘น้ำตา’ ที่เราได้รับฟังมาจากนักศึกษาหลายๆ คน มันก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพว่าชีวิตของพวกเขา แม้ต้องเผชิญกับความเครียดในอนาคต (ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่มีทางหนีมันได้) แต่พวกเขาก็มีประสบการณ์การรับมือกับภาวะที่ยากลำบากเป็นต้นทุนชีวิตไว้แล้วเหมือนกัน

    การทำวิทยานิพนธ์ที่อาจเป็นยาขมในตอนแรกเริ่ม ที่กินเข้าไปแล้วต้องร้องไห้ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ยาชนิดนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการเผชิญหน้าโลกแห่งความจริงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

    Illustration by Kodchakorn Thammachart
    ADVERTISEMENT

Many players weighing new gaming sites end up comparing welcome packages, live dealer lobbies, and withdrawal speeds before signing up, and platforms like Cazeus Online Casino often show up in those side-by-side reviews. A short check of licensing credentials, available payment methods, and the variety of slot providers tends to separate the better regulated brands from the rest of the pack, so it is worth scanning the footer details and the terms page rather than just the promo banner. For anyone interested in trying Cazeus Online Casino, reading recent player feedback and noting the minimum deposit and wagering requirements usually gives a clearer picture than the headline bonus number alone.
Wie je live tafels wilt verkennen zonder gedoe, dan kan een account met snelle verificatie en heldere stortingslimieten helpen; wie liever sport en slots combineert, vindt via stake casino een overzichtelijke Nederlandstalige omgeving die aan alle eisen voldoet.