TsisWorld

Day: July 29, 2021

  • ขั้นตอนในการสอบวิทยานิพนธ์

    ขั้นตอนในการสอบวิทยานิพนธ์

    ขั้นตอนในการสอบวิทยานิพนธ์

     1. ก่อนวันสอบวิทยานิพนธ์ – ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย – ส่งค าร้องขอสอบปากเปล่าวิทยานิพธน์ (บว.07) โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาลง นามก่อนส่งบัณฑิตวิทยาลัย พร้อมยื่นแบบฟอร์มเสนอประธานการสอบและผู้ทรงคุณวุฒิ (เมื่อส่งแล้วจะได้ใบตามค าร้องมารอประมาณ 1 สัปดาห์) – ส่งบทความที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการ โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา – หลังจาก 1 สัปดาห์ (หรืออาจจะเร็วกว่านั้น) ติดตาม บว. 07 ตามเลขที่ค าร้อง – เมื่อได้ บว.07 กลับมาแล้วจะทราบชื่อหรือได้ชื่อประธานการสอบ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามที่ขอเสนอนั้น ให้ด าเนินการติดตามกรรมการ ทั้งหมดรวมทั้งประธานการสอบและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อลงนามและนัดวันสอบตามช่วงเวลาดังนี้ – เวลา 09.00 – 12.00 น. – เวลา 13.00 – 16.00 น. – เวลา 16.00 – 19.00 น. – หลังจากได้วันสอบแล้ว ให้ประธานการสอบและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกลงนามไม่ขัดข้อง และให้เล่มปกอ่อนแก่กรรมการ (กรณีที่คนใดคนนึงขัดข้อง จะต้องติดต่อหากรรมการผู้นั้นใหม่ หลังจากได้แล้วให้โครงการฯ ท าหนังสือบันทึกเสนอแนบไปกับ บว.07 เพื่อให้ทางบัณฑิตเปลี่ยนชื่อให้และรับ กลับมาเพื่อให้กรรมการท่านนั้นลงนามไม่ขัดข้อง) – แจ้งวัน เวลาสอบกับทางโครงการฯ เพื่อจัดเตรียมห้องสอบไว้ให้ – หลังจากส่งใบ บว.07 (ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนสอบ) ให้เตรียมเอกสารเพื่อใช้ในวันสอบดังนี้ รูปเล่มปกอ่อนวิทยานิพนธ์ (กรณีที่ให้ กรรมการยังไม่ครบ) ไฟล์เอกสาร PowerPoint และปริ๊นตามจ านวนกรรมการที่เข้าสอบวิทยานิพนธ์ – กรณีที่ส่งใบค าร้อง บว.07 ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ให้เขียนค าร้องทั่วไปเพื่อขอสอบปากเปล่าขั้นสุดท้ายก่อน 7 วัน โดยผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา และประธานโครงการฯ ลงนาม แนบส่งพร้อมบว.07 และรอรับหนังสือนัดสอบพร้อมใบแจ้งผลแจกให้กรรมการทุกท่านก่อนวันสอบหรือในวันสอบก็ได้ – ก่อนสอบ 1 วันให้โทรศัพท์แจ้งกรรมการที่เข้าสอบทุกคน อีกครั้ง – หากนิสิตต้องการใช้Notebook ของนิสิตเองและใช้ LCD โครงการให้มาทดลองเครื่องก่อนวันสอบ – เรื่องอาหารว่างส าหรับกรรมการในห้องสอบ โครงการฯ ได้จัดเตรียมให้ท่านละ 1 ชุดมีกาแฟ 1 แก้ว ขนม 1 ชิ้น (แต่ถ้านิสิตต้องการน ามาเพิ่มเติมก็ได้)

    2. ในวันสอบวิทยานิพนธ์ – ตรวจสอบเอกสาร PowerPoint ฉบับที่ Presetและฉบับที่ปริ๊นให้กับกรรมการทั้งหมดว่าครบหรือยัง – หนังสือนัดสอบให้คณะกรรมการทุกท่านในห้องสอบ ในหนังสือนัดสอบนั้นจะมีใบเปลี่ยนชื่อและใบแจ้งผลรวมอยู่ในนั้น หากมีการ เปลี่ยนชื่อให้น าให้กรรมการทุกท่านลงนามก่อนออกจากห้องสอบด้วย – ควรมาก่อนเวลาสอบอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อเตรียมอุปกรณ์ในการสอบ (Notebook, LCD หรืออื่นๆ) – โทรศัพท์ยืนยันการสอบกับกรรมการอีกครั้งก่อนสอบ (เผื่อครั้งแรกแจ้งไว้นานแล้ว) – หลังสอบเสร็จให้น าใบแจ้งผลส่งให้กับเจ้าหน้าที่โครงการฯ เพื่อส่งให้ประธานโครงการฯ ลงนามต่อไป

     3. หลังวันสอบวิทยานิพนธ์) – ภายใน 2 สัปดาห์หลังสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย ส่งเล่มเพื่อตรวจฟอร์มพร้อม วพ. 01(เข้าเล่มปกอ่อน) โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ ปรึกษาหรือกรรมการสอบแล้ว (ระหว่างนี้สามารถขอใบปลดหนี้จากส านักหอสมุดได้และติดตามเรื่องบทความที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุม วิชาการ) – ส่งค าร้องทั่วไป (บว.01) [อาจารย์ไม่ต้องลงนาม] เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร (รายละเอียดตามที่เอกสารที่บัณฑิตแจ้งมา) – 3 สัปดาห์หลังสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย รับเล่มพร้อม วพ. 01 คืนและแก้ไขตามที่บัณฑิตแจ้ง – ภายใน 4 สัปดาห์หลังสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย ต้องด าเนินการดังต่อไปนี้ – ส่งต้นฉบับวิทยานิพนธ์พร้อม วพ. 02 (ไม่ต้องเข้าเล่ม)และเอกสารแนบตามรายการด้านหลัง วพ.02 – ส่งใบแจ้งการแก้ไข/เปลี่ยนแปลงชื่อวิทยานิพนธ์ (ถ้ามี) – ภายใน 5 สัปดาห์หลังสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย ให้รับเล่มต้นฉบับวิทยานิพนธ์พร้อมหลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบแล้วจัดท ารูปเล่มและ ลงนามผู้ส าเร็จการศึกษาที่บัณฑิตวิทยาลัยต่อไป – วันที่ที่ได้ก าหนดไว้ในทุกขั้นตอน หากตรงกับวันหยุดราชการให้ถือวันท าการปกติต่อไปเป็นวันก าหนดนัด – เมื่อสอบปากเปล่าขั้นสุดท้ายแล้ว หากไม่สามารถส าเร็จ การศึกษาภายในภาคการศึกษาถัดไป ให้ถือว่าการสอบปากเปล่าครั้งนั้นเป็นโมฆะ ทั้งนี้ ตั้งแต่ภาคปลาย ปีการศึกษา 2548 เป็นต้นไ

  • เคล็ดลับในการทำและการสอบปากเปล่า

    เคล็ดลับในการทำและการสอบปากเปล่า

    การสอบปากเปล่า – แบบทดสอบที่ครูขอให้นักเรียนตอบคำถามสอบดัง ๆ – อาจเป็นเรื่องเครียดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มีหลายวิธีในการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบที่ไม่ใช่แบบเดิมหรือวิธีการรายงานเช่นนี้ แม้ว่าการสอบในช่องปากจะพบมากที่สุดสำหรับผู้เรียนภาษาที่พวกเขาเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นทั่ววิชาอื่น ๆ เพราะพวกเขาช่วยให้ครูที่จะให้ความสำคัญกับหลักสูตรนักเรียนมีความหลากหลายของ  รูปแบบการเรียนรู้

    ประเด็นที่สำคัญ

    คิดบวกระหว่างการเตรียมสอบ

    การสอบปากเปล่าอาจทำให้เครียดได้ แต่เป็นการฝึกที่มีคุณค่าสำหรับการสัมภาษณ์ในอนาคต

    รู้เรื่องของคุณดีกว่าที่คุณคิดว่าคุณต้องการและฝึกใช้การเคลื่อนไหวโดยตั้งใจเพื่อเน้นประเด็นหลักของคุณ

    อย่าลืมกินอาหารให้เพียงพอนอนหลับให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ ที่จะนำไปสู่การสอบ การออกกำลังกายยังช่วยปลดปล่อยพลังประสาท

    ใช้เวลาในการตอบคำถามระหว่างการสอบและอย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือหากคุณต้องการ! 

    คิดในแง่บวก

    แทนที่จะ psyching ตัวเองออกเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะผิดไปเตือนตัวเองเท่าไหร่ที่คุณได้เรียนรู้และสิ่งที่คุณมีโอกาสที่จะร่วมกับครูของคุณการมองโลกในแง่ดีสามารถขับไล่ความประหม่าและสร้างความตื่นเต้นให้กับการสอบใด ๆ แม้ว่าคุณจะชอบการทดสอบแบบปากกาและกระดาษแบบเดิม แต่การสอบปากเปล่าสามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้นอกเหนือจากในห้องเรียน พวกเขามอบประสบการณ์ที่มีค่าเช่นการสัมภาษณ์เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะทำลายเป้าหมายทางการศึกษาและอาชีพในอนาคตของคุณ คำแนะนำและเคล็ดลับบางประการที่จะช่วยคุณเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบปากเปล่าครั้งต่อไป 

    รู้เรื่องของคุณ

    การสอบปากเปล่าให้สำเร็จเริ่มต้นด้วยการรู้เนื้อหาที่คุณจะพูดคุย ส่วนที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการทดสอบประเภทนี้คือคุณมีคำตอบทั้งหมดแล้ว ครูจะไม่ถามคุณในสิ่งที่คุณไม่ได้รับการสอนดังนั้นคุณจะต้องพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอให้คุณในการบรรยายข้อความและวิดีโอเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบางสิ่งที่จะช่วยลดความกดดันในการท่องเนื้อหาที่เรียนรู้นี้ได้                      

    ขุดลึก

    วิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มเตรียมตัวสำหรับการสอบปากเปล่าคือการให้ความสนใจเป็นส่วนตัวในเนื้อหานั้น ๆ การรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อของคุณมากกว่าสิ่งที่จำเป็นจะช่วยให้คุณคาดเดาคำถามที่ครูของคุณอาจถามได้ นอกจากนี้ยังจะช่วยให้คุณพูดคุยเกี่ยวกับ

    เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์นักเขียนนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจแม้ว่าคุณจะไม่คิดว่าจำเป็นก็ตาม การค้นพบทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจำนวนมากเกิดขึ้นเพียงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวของผู้ค้นพบ คุณรู้ไหมว่าดาร์วินกำลังจะเลิกเดินทางไปกาลาปากอสเพราะพ่อของเขาไม่อนุมัติ บุคคลที่เราต้องขอบคุณสำหรับ ” On the Origin of Species ” คือลุงของดาร์วิน (และพ่อตา) ที่เชื่อมั่นอย่างแน่นหนาว่าการค้นพบของดาร์วินจะเป็นหลักฐานสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในพระคัมภีร์ไบเบิล

    ไม่เพียง แต่การขุดลึกลงไปจะทำให้คุณเข้าใจหัวข้อของคุณได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่คุณยังมีเนื้อหาที่จะพูดถึงอีกด้วย หากคุณเข้าใจข้อมูลเชิงลึกและเชิงลึกในหัวข้อของคุณอย่างถ่องแท้คุณจะไม่มีวันหมดสิ่งที่จะพูด 

    ทายคำถาม

    เมื่อคุณรู้เรื่องของคุณแล้วคุณสามารถเริ่มพิจารณาสิ่งที่ครูอาจถามคุณได้ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือวัสดุที่คุณมีอยู่แล้ว ใช้แบบทดสอบและข้อสอบก่อนหน้าเรียงความพร้อมท์และแม้แต่คำถามท้ายบทเพื่อช่วยคุณกำหนดคำตอบ

    นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณในการทำความเข้าใจธีมทั่วไปและวัตถุประสงค์ของการสอบของคุณ การรู้จุดประสงค์ของการสอบหัวข้อที่คุณกำลังถูกทดสอบทำให้การสร้างคำตอบง่ายขึ้นเพราะคุณมีเป้าหมายอยู่ในใจ ตัวอย่างเช่นหากครูภูมิศาสตร์ของคุณถามคุณว่าสภาพภูมิอากาศและลักษณะทางภูมิศาสตร์ส่งผลต่อกองทหารสหรัฐฯในเวียดนามอย่างไรคุณรู้ว่าคำตอบของคุณควรสร้างจากภูเขาแม่น้ำและรูปแบบสภาพอากาศมากกว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกองทหาร ข้อสอบเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ในทำนองเดียวกันครูสอนภาษาฝรั่งเศสของคุณอาจถามคุณเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่คุณเพิ่งดู แต่เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการผันกริยาและการใช้อดีตกาล

    เมื่อทำนายคำถามโปรดจำไว้ว่าคำถามหนึ่งคำถามสามารถถามได้ดีที่สุดร้อยวิธี คำต่างๆเช่น “เค้าโครง” “อธิบาย” และ “รายละเอียด” เป็นวิธีต่างๆในการพูดว่า “บอกฉันเกี่ยวกับ … ” เตรียมพร้อมสำหรับคำกระตุ้นเหล่านี้โดยถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน 2-3 วิธี

    “ กลุ่ม” เนื้อหาของคุณ

    เมื่อสร้างคำตอบของคุณให้พยายาม“ รวมกลุ่ม” หรือจัดกลุ่มข้อมูลเข้าด้วยกันแทนที่จะพยายามจำทุกอย่างโดยรวม ลองนึกถึงวิธีการเขียนหนังสือไม่ใช่เป็นข้อความขนาดใหญ่ชิ้นเดียว แต่เป็นเรื่องราวที่แบ่งออกเป็นส่วนย่อยที่ย่อยได้ด้วยด้ายทั่วไปที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งหมดเข้าด้วยกัน

    เปลี่ยนการสอบของคุณให้กลายเป็นเรื่องราวดังนั้นเมื่อครูของคุณถามคุณเกี่ยวกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังการตกเป็นอาณานิคมคุณสามารถติดตามเรื่องราวของคุณได้โดยไม่ต้องกังวลใจและคุณสามารถจำและตอบได้อย่างมั่นใจว่าประเทศไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมทางเทคนิค

    ใช้การเคลื่อนไหวโดยเจตนา

    เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่จะเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ เมื่อคุณรู้สึกประหม่าไม่ต้องนั่งนิ่ง ๆ ก้าวไปมาเพราะการเคลื่อนไหวเป็นวิธีปลดปล่อยพลังประสาทบางส่วน แต่มันสามารถเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่คุณเป็นได้ พูดเพราะผู้ดูแลการสอบของคุณให้ความสำคัญกับการกระทำของคุณ เพื่อต่อสู้กับความว้าวุ่นใจในขณะที่ยังปล่อยพลังประสาทให้ฝึกการเคลื่อนไหวโดยเจตนา

    ดูตัวเอง

    วิธีฝึกที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดคือรู้ก่อนว่าคุณเคลื่อนไหวอย่างไร นั่งหรือยืนหน้ากระจกหรือใช้กล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกและดูตัวเองอีกครั้งในการตอบคำถาม

    อย่าคิดมากว่าคุณควรหรือไม่ควรเคลื่อนไหวอย่างไร นี่เป็นเพียงการประเมินตนเอง เมื่อคุณเข้าใจว่าคุณมีแนวโน้มที่จะปลดปล่อยพลังประสาทอย่างไรคุณสามารถทำตามขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อให้การเคลื่อนไหวของคุณมีความตั้งใจและเป็นประโยชน์ต่อการสอบของคุณมากขึ้น

    ดูคนอื่น ๆ

    ผู้นำเสนอและนักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่นั่งหรือยืนนิ่งสนิท แต่เป็นคนที่ใช้การเคลื่อนไหวและการสื่อสารอวัจนภาษาเพื่อเน้นย้ำสิ่งที่พวกเขากำลังพูด ตัวอย่างเช่นผู้พูดมักจะใช้เวลานานสามหรือสี่ก้าวเข้าหาผู้ฟังเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พวกเขากำลังพูด พวกเขาใช้ท่าทางมือและการแสดงออกทางสีหน้าเพื่อเพิ่มความสำคัญของความเข้าใจในหัวข้อ

    ก่อนสอบปากเปล่าใช้เวลาดูวิทยากรและพิธีกรคนอื่น ๆ สามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ดู TED Talks บน YouTube สังเกตว่าผู้พูดนั่งยืนหรือเดินอย่างไรท่าทางอย่างไรและตอบคำถามอย่างไร

    พัฒนาการเคลื่อนไหวโดยเจตนา

    ฝึกตอบคำถามโดยใช้การเคลื่อนไหวและการสื่อสารอวัจนภาษาที่คุณสังเกตเห็น วางหนังสือพิมพ์บนพื้นหรือใต้เบาะเพื่อให้คุณมีสติในการเคลื่อนไหวมากขึ้น

    หากคุณไม่สามารถนิ่งได้ให้ถือคลิปหนีบกระดาษระหว่างการสอบ อย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยพลังประสาทเป็นเรื่องปกติอย่างสมบูรณ์และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการสอบปากเปล่าคือเนื้อหาไม่ใช่ท่าทางของคุณ

    สุขภาพร่างกายและจิตใจ

    คุณอาจใช้เวลาหลายวันหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการเตรียมตัวสำหรับการสอบ แต่ถ้าคุณดื่มกาแฟมากเกินไปหรือนอนหลับไม่เพียงพอการเตรียมการทั้งหมดนั้นอาจไร้ผล จำไว้ว่าการดูแลตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจสะท้อนให้เห็นในความสามารถและวิธีการปฏิบัติของคุณ ดูแลจิตใจและร่างกายของคุณแล้วพวกเขาจะดูแลคุณ 

    โภชนาการ

    ในวันที่นำไปสู่การสอบของคุณดื่มน้ำให้เพียงพอ (มีจุดมุ่งหมายเพื่อแปดแก้วขนาดใหญ่ทุกวัน) ได้รับการนอนหลับเพียงพอ (ผู้ใหญ่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดชั่วโมงของการนอนหลับต่อคืน) และกินทั้งอาหารเพื่อสุขภาพในตอนเช้าของการสอบให้รับประทานอาหารเช้าเบา ๆ เพิ่มพลังและ จำกัด ปริมาณคาเฟอีนของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายใจเพิ่มเติม! 

    ออกกำลังกาย

    จำพลังงานประสาทที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ได้ไหม? มันเกิดจากคอร์ติซอลฮอร์โมนแห่งความเครียด การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจจะช่วยลดคอร์ติซอล ถ้าทำได้ให้พยายามเข้ายิมในช่วงก่อนสอบ 

    การนำเสนอ

    มีบางอย่างที่จะพูดเกี่ยวกับความคิดโบราณ ” แต่งตัวดีทดสอบดี ” เลือกเสื้อผ้าของคุณในคืนก่อนเพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องควานหาในตู้เสื้อผ้าในตอนเช้า สวมใส่สิ่งที่สบายและระบายอากาศได้โดยที่คุณไม่ต้องเกร็งในระหว่างการสอบ 

    ใช้เวลาของคุณ

    ครูที่ถามคำถามใส่คุณอาจรู้สึกหนักใจ แต่อย่าลืมว่าไม่จำเป็นต้องรีบตอบคำถามของคุณ ใช้เวลาสักครู่หลังจากแต่ละคำถามเพื่อสรุปข้อมูลที่เพิ่งขอจากคุณและจัดระเบียบความคิดของคุณตามนั้น

    ถ้าครูของคุณขอให้คุณบรรยายการเดินทางไปอเมริกาของคริสโตเฟอร์โคลัมบัสใช้เวลาสักครู่เพื่อระลึกถึงสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับโคลัมบัส คุณรู้ว่าการเดินทางได้รับการสนับสนุนอย่างไรคุณรู้ชื่อของเรือคุณรู้ว่าการเดินทางใช้เวลานานแค่ไหนเพราะคุณเตรียมตัวสำหรับการสอบ เมื่อความคิดของคุณเป็นไปตามลำดับแล้วให้เริ่มบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามทะเลในตำนานให้ครูฟัง 

    ขอความช่วยเหลือ

    ครูและอาจารย์ของคุณต้องการให้คุณประสบความสำเร็จ พวกเขาอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายและเตรียมความพร้อมสำหรับความพยายามในการทำงานในอนาคต เยี่ยมพวกเขาก่อนหรือหลังเลิกเรียนในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันหรือในเวลาทำการ พบกับพวกเขาหากคุณสับสนหรือติดขัดหรือเพียงแค่ต้องการพูดคุยผ่านความคิด

    โดยปกติแล้วครูจะเป็นผู้ดำเนินการสอบปากเปล่าซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้สร้างเกณฑ์ที่คุณต้องปฏิบัติเพื่อให้ประสบความสำเร็จ พวกเขาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของคุณและเป็นพันธมิตรที่แข็งแรง

  • การเตรียมตัวสอบเค้าโครง และตอบคำถามในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

    การเตรียมตัวสอบเค้าโครง และตอบคำถามในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

    การเตรียมตัวสอบเค้าโครง และตอบคำถามในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

    การสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจและศักยภาพของนักศึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ และคุณภาพของเค้าโครงวิทยานิพนธ์  เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาจะสามารถดำเนินงานวิจัยจนได้ผลงานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ โดยก่อนจะทำการขึ้นสอบ นักศึกษาควรจะต้องมีความเข้าใจในเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของตนเองอย่างถ่องแท้ และต้องเตรียมสื่อประกอบการนำเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เรียบร้อย เช่น  การจัดทำเนื้อหาด้วยโปรแกรม  power  point หรือวิธีอื่นๆ

    นักศึกษาจะต้อง จัดเตรียมห้องสำหรับการสอบ ทำการนัดหมายอาจารย์ผู้สอบ ซึ่งอาจมีประมาณ 3-5 คน จัดส่งเค้าโครงให้กรรมการสอบอ่านล่วงหน้าอย่างน้อย 5-7 วัน โดยในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์นักศึกษาจะมีเวลาในการเสนออย่างจำกัด ต้องสรุปสาระสำคัญให้กระชับตรงตามเวลา กรรมการสอบ ซึ่งได้ศึกษาเค้าโครงของนักศึกษามาแล้ว  ย่อมต้องการเวลาสำหรับซักถามมากกว่าที่จะฟังรายละเอียดจากการนำเสนอ โดยทั่วไปนักศึกษาทุกคนจะได้รับข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขเค้าโครงวิทยานิพนธ์ไม่มากก็น้อย (บางกรณีอาจสอบตก  ต้องทำใหม่)  ทั้งนี้หากนักศึกษาแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดไว้มีเหตุผลและดีพอก็ย่อมที่จะชี้แจงและ “defend”  ได้  เพราะการรับข้อเสนอทุกอย่างไปแล้ว อาจเกิดปัญหาใหม่ภายหลังได้  เมื่อเสร็จสิ้นการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์แล้ว  นักศึกษาต้องรีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เรียบร้อยโดยเร็วและดำเนินการจัดส่งทันเวลาที่กำหนด

    ตัวอย่างคำถามในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

              – Why do you want to do this research ? (ทำไมคุณจึงต้องการทำวิจัยเรื่องนี้?)

              – How did you pick this topic ? (คุณได้หัวข้อนี้มาอย่างไร?)

              – How are you doing with your literature search ? (คุณดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง?)

              – What are you hunches about what your findings may reveal ? (คุณจะจัดการอะไรบ้างกับข้อค้นพบที่อาจจะเกิดขึ้นได้?)

              – What are you reason for choosing this strategy ? (เหตุผลที่คุณเลือกยุทธศาสตร์นี้คืออะไร?)

              – How is your study likely to contribute to out knowledge ? (การศึกษาของคุณจะก่อให้เกิดความรู้ของเราได้อย่างไร?)

              – what other procedures might you consider ? (วิธีการปฏิบัติงานอื่นๆ ที่คุณจะพิจารณาใช้คืออะไร?)

              – what are the competing theories which are being addressed in your study ? (อะไรคือการให้ทฤษฎีมีความสมบูรณ์ซึ่งจะนำมาศึกษาของคุณ?)

              – What is the basic argument which are addressing in your study ? How well are you addressing this is sue ? (อะไรคือเหตุผลเบื้องต้นในการตั้งหัวข้อวิจัยของคุณ  และคุณตั้งหัวข้อนี้ได้ดีเพียงใด?)

              – What are going to do next and why ? (ต่อนี้ไปคุณจะทำอะไร  และทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น?)

              – What problem are you finding ? How are you handing them ? (ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร คุณจะดำเนินการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร?)

              – What criteria will you use in selecting your sample ? (คุณจะใช้เกณฑ์ใดในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง?)

              – What theories (implicitly or explicitly) are contributing to the desing of your study ? (ทฤษฏีอะไร (ทั้งโดยนัย  และที่ปรากฏชัด) ที่ทำให้เกิดแบบวิธีที่คุณศึกษา?)

              – Can you document the history evolution of theory ? (คุณศึกษาเอกสาร และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้หรือไม่?)

              – What confidence do you have that your analysis is comprehensive ? (คุณมั่นใจหรือว่าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฏีนี้ได้หรือไม่?)

              – What confidence do you have that you analysis is comprehensive ? (คุณมั่นใจหรือว่าการวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณใช้นั้นมีความครอบคลุมแล้ว?)

              – How will the finding of your study influence our knowledge and/or practice ? (ข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะมีอิทธิพลต่อความรู้ และ/หรือการปฏิบัติอย่างไร?)

      ขอให้นักศึกษาทุกคน มีความพร้อมในการเตรียมตัวสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ และผ่านการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับดีเยี่ยมทุกคนครับ

  • ทำไมสอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน

    ทำไมสอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน

    ทำไมสอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน

    ธงชัย โรจน์กังสดาล

    เหตุผลหลายข้อที่ทำให้นักศึกษาปริญญาโททำวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน

    Credit : Pexels.com

    บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Go Training ฉบับเดือนมิถุนายน 2552 และเดือนกรกฏาคม 2552 ครับ

    การทำวิทยานิพนธ์เป็นสิ่งสำคัญมากในการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท โดยทั่วไปแล้ว ผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเรียนเนื้อหารายวิชา แต่มักพบอุปสรรคใหญ่หลวงในการทำวิทยานิพนธ์ ตั้งแต่การหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีระเบียบว่า ต้องสอบหัวข้อภายในกี่ปี จากนั้นก็ผ่านเข้าสู่กระบวนการสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ การทำวิทยานิพนธ์ และด่านสุดท้ายคือการสอบวิทยานิพนธ์

    จากประสบการณ์ในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ผมพบนักศึกษาหลายคนที่สอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่านหรือสอบวิทยานิพนธ์ตก ทำให้เรียนไม่จบ ซึ่งน่าเสียดายยิ่ง

    ผมจึงลองวิเคราะห์สาเหตุที่นักศึกษาสอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน และรวบรวมเหตุผลต่างๆ ในบทความนี้ เพราะผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาโทหรือสนใจจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทครับ

    Credit : Pexels.com

    เหตุผลที่สอบวิทยานิพนธ์ไม่ผ่าน

    1. เริ่มทำวิทยานิพนธ์ตอนใกล้กำหนดเส้นตายส่ง

    หลังจากที่สอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ผ่านแล้ว นักศึกษาหลายคนก็โล่งอกที่ผ่านด่านแรกไปได้ และไม่สนใจที่จะรีบทำวิทยานิพนธ์ เพราะคิดว่ายังเหลือเวลาอีกนาน ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้

    ถ้าเป็นนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรปกติ คือเรียนเต็มเวลาในเวลาราชการ ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำงาน ทำให้ใช้เวลากลางวันในการทำวิทยานิพนธ์ และนัดพบอาจารย์ที่ปรึกษาได้สะดวก

    ส่วนนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรนอกเวลาราชการ เช่น เรียนตอนเย็นหรือวันเสาร์ อาทิตย์ ส่วนใหญ่มักมีงานประจำอยู่แล้ว

    ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งในบางครั้งงานประจำก็เต็มมืออยู่แล้ว ทำให้แทบไม่มีเวลาทำวิทยานิพนธ์ จึงเร่งทำตอนใกล้กำหนดส่ง เช่น ถ้ากำหนดสอบเส้นตายวิทยานิพนธ์คือวันที่ 30 เมษายน นักศึกษาหลายคนจะเริ่มทำวิทยานิพนธ์ประมาณต้นเดือนมกราคม ทำให้ทำวิทยานิพนธ์ไม่ทัน

    ดังนั้นนักศึกษาควรรีบทำวิทยานิพนธ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ ไม่ว่านักศึกษาจะเรียนหลักสูตรในเวลาราชการ หรือนอกเวลาราชการ ก็ไม่ควรชะล่าใจ ปล่อยทิ้งเอาไว้ เพราะยิ่งทิ้งไว้นานเท่าใด ความกระตือรือร้นในการทำวิทยานิพนธ์จะยิ่งน้อยลง จนถึงขั้นไม่อยากทำ

    โดยทั่วไปแล้ว วิทยานิพนธ์ใช้เวลาในการทำตั้งแต่ 1 ปีถึง 2 ปี แล้วแต่ความยากง่ายของหัวข้อ ดังนั้นยิ่งทำเร็วเท่าใด ยิ่งดีเท่านั้น

    วิธีหนึ่งที่เป็นประโยชน์ คือ พยายามรวมกลุ่มกับเพื่อนที่ทำวิทยานิพนธ์ในรุ่นเดียวกัน และนัดพบปะกัน เช่น พบกันเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อสอบถามความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์ของกันและกัน หรือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

    ที่สำคัญที่สุด คือควรพบอาจารย์ที่ปรึกษาสม่ำเสมอ เพราะหน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาคือการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาและให้แนวทางหรือชี้แนะทิศทางในการทำวิทยานิพนธ์ แต่หน้าที่ในการทำวิทยานิพนธ์เป็นของนักศึกษาครับ การเรียนในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้น นักศึกษาจะต้องรับผิดชอบตัวเองและมีวินัยเป็นอย่างสูง ดังนั้นนักศึกษาต้องคอยหมั่นกระตุ้นตนเองเสมอครับ

    ถ้านักศึกษามาเร่งทำวิทยานิพนธ์ตอนใกล้เส้นตาย และเป็นนักศึกษาภาคนอกเวลาราชการ ผมแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ ควรขอลาพักร้อนหรือลางานชั่วคราว เพื่อทุ่มเททำงานวิทยานิพนธ์ให้เต็มที่ เพราะเวลามีน้อยอยู่แล้ว ถ้าไม่ให้เวลาอย่างเต็มที่ โอกาสที่จะทำวิทยานิพนธ์เสร็จมีน้อยมากครับ

    Credit : Pexels.com

    2. ขาดแรงจูงใจ

    ถ้านักศึกษาคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ด้วยตัวเอง และสามารถสอบผ่านหัวข้อวิทยานิพนธ์แล้ว แสดงว่านักศึกษามีความสนใจหัวข้อนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องที่ตนเองคิดขึ้นเองและต้องการทำ

    แต่บางครั้ง นักศึกษาได้หัวข้อจากอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นหัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาสนใจ แต่นักศึกษาอาจไม่สนใจมากนัก เช่น เมื่อใกล้กำหนดสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ นักศึกษาก็รีบ “หยิบ” หัวข้ออะไรก็ได้จากอาจารย์ เพราะจะต้องสอบหัวข้อแล้ว ทำให้นักศึกษาไม่มีความกระตือรือร้นหรือขาดแรงจูงใจไม่อยากทำ บางที ระหว่างที่นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์ ก็เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากทำ และหยุดทำดื้อ ๆ คือเลิกเรียนหรือลาออก

    ดังนั้นก่อนที่นักศึกษาจะเลือกทำหัวข้อวิทยานิพนธ์ใดก็ตาม ควรถามตนเองว่า สนใจและต้องการทำหัวข้อนั้นจริงหรือไม่ นักศึกษาไม่ควรเลือกหัวข้อเพียงเพราะต้องการให้สอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ผ่านภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่ทราบว่าจะทำเรื่องอะไรดี จึงเลือกเรื่องอะไรก็ได้ที่อาจารย์ที่ปรึกษากำหนดมาให้ เพราะการทำวิทยานิพนธ์จะต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องในการทำ

    บางครั้งอาจเกิดความเบื่อหน่ายในบางช่วง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา หรือนักศึกษาอาจเกิดปัญหาในชีวิต เช่น ทะเลาะกับแฟน มีปัญหาสุขภาพ มีปัญหากับครอบครัว เปลี่ยนงาน เป็นต้น ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหาเหล่านี้ นักศึกษาจะไม่มีสมาธิพอที่จะทำวิทยานิพนธ์ได้ จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงนั้นแล้ว

    ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้หรือทักษะด้านวิชาการ แต่มักเกิดจากขาดความเพียรหรือกำลังใจที่แน่วแน่ในการทำวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้นนักศึกษาควรกระตุ้นและปลุกเร้าตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือแนวจิตวิทยาจำนวนมากที่ให้คำแนะนำด้านนี้อยู่แล้วครับ ลองไปหาอ่านและฝึกฝนดูครับ

    Credit : Pexels.com

    3. การนำเสนอไม่ชัดเจน

    นักศึกษาหลายคนได้ทำวิทยานิพนธ์และเขียนรูปเล่มมาเป็นอย่างดี แต่ตกม้าตายตอนสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ เนื่องจากนำเสนอไม่ชัดเจน ไม่สามารถทำให้กรรมการสอบวิทยานิพนธ์เข้าใจได้ สาเหตุที่นำเสนอไม่ชัดเจน เช่น

    · ใช้เวลาในการนำเสนอน้อยเกินไปหรือนานเกินไป อันที่จริง ก่อนที่นักศึกษาจะสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์นั้น ควรฝึกซ้อมการนำเสนอก่อน เช่น นำเสนอให้เพื่อนหรืออาจารย์ที่ปรึกษาฟังก่อนหนึ่งรอบ เพื่อที่จะได้เสียงสะท้อนของการนำเสนอ และปรับปรุง แก้ไข ให้ดีขึ้นก่อนการสอบ ในกรณีที่นำเสนอสั้นเกินไป กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ก็อาจสงสัยว่า เนื้องานวิทยานิพนธ์คืออะไร ถ้านำเสนอนานเกินไป ก็จะน่าเบื่อ ส่วนใหญ่แล้ว ผมมักพบการนำเสนอนานเกินไป จะไม่ค่อยพบการนำเสนอที่สั้นเกินไปครับ

    · สไลด์ที่ใช้ในการนำเสนอไม่เหมาะสม เช่น มีข้อความเต็มไปหมด ทำให้สไลด์ไม่น่าสนใจ และชวนง่วงนอน นอกจากนี้ นักศึกษาบางคนพูดหรือท่องข้อความในสไลด์ ซึ่งเป็นการนำเสนอที่น่าเบื่อมาก เนื้อความในสไลด์ควรสรุปประเด็นสำคัญเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อความทั้งหมด และควรมีภาพประกอบหรือภาพเคลื่อนไหว เพื่อสื่อเนื้อความที่ต้องการ

    · นักศึกษาอธิบายไม่รู้เรื่อง หัวข้อบางเรื่องอาจเป็นเรื่องที่กรรมการสอบบางท่านไม่ถนัด หรือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งนักศึกษาอาจมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นเป็นอย่างดี ดังนั้นนักศึกษาควรยกตัวอย่างหรือการอุปมา อุปไมย เพื่ออธิบายเนื้อความให้ชัดเจน

    · นักศึกษาไม่ได้เน้นงานของตนเอง ทำให้กรรมการสอบไม่เข้าใจว่าเนื้องานวิทยานิพนธ์ที่นักศึกษาทำคืออะไร เช่น ใช้เวลากล่าวถึงทฤษฏีหรืองานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาก แต่ใช้เวลาในการกล่าวถึงเนื้องานวิทยานิพนธ์ตนเองสั้นเกินไป การสอบวิทยานิพนธ์ก็เหมือนการขายสินค้าครับ ดังนั้นนักศึกษาควรเน้นจุดเด่นของงานวิทยานิพนธ์และใช้เวลากับตรงนี้ให้มากที่สุด และควรเปรียบเทียบงานของตนเองกับงานวิจัยของผู้อื่นที่ใกล้เคียง เพื่อที่กรรมการสอบจะได้เข้าใจเนื้อหางานของนักศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

    นักศึกษาควรหาโอกาสฟังการสอบวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่หรือเพื่อนร่วมรุ่น เพราะทำให้มีประสบการณ์และเห็นรูปแบบการนำเสนอทั้งที่ดีและไม่ดี เพื่อจะได้เตรียมการนำเสนอของตนเองได้อย่างเหมาะสมครับ

    Credit : Pexels.com

    4. ทำงานไม่ครบตามขอบเขต

    หลังจากที่นักศึกษาเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์แล้ว นักศึกษาจะต้องทำงานให้ครบตามขอบเขตวิทยานิพนธ์ตามที่ตัวเองเสนอไว้ และส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินว่านักศึกษาได้ทำวิทยานิพนธ์ครบถ้วนหรือไม่

    ถ้านักศึกษากำหนดขอบเขตวิทยานิพนธ์ว่าจะทำห้าข้อ แต่ตอนสอบจบ นักศึกษากลับทำได้เพียงสามข้อ กรรมการก็จะให้นักศึกษาสอบตกแน่นอน เพราะไม่สามารถทำได้ครบตามขอบเขต ดังนั้นนักศึกษาต้องแน่ใจว่า ทำวิทยานิพนธ์ได้ครบตามขอบเขตของหัวข้อที่เสนอไว้ ส่วนใหญ่ที่นักศึกษาทำงานไม่ครบตามขอบเขต เพราะทำไม่ทันนั่นเอง

    แต่ถ้าระหว่างทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาพบว่าไม่สามารถทำขอบเขตบางข้อได้ตามที่เสนอไว้ เพราะสุดวิสัย ในกรณีนี้ นักศึกษาควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำครับ

    Credit : Pexels.com

    5. รูปเล่มวิทยานิพนธ์ไม่สมบูรณ์

    นอกจากการสอบปากเปล่าแล้ว รูปเล่มวิทยานิพนธ์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสอบวิทยานิพนธ์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้กรรมการสอบวิทยานิพนธ์หงุดหงิดหรือรำคาญใจอย่างมากคือ วิทยานิพนธ์ที่มีคำสะกดผิดจำนวนมากเหมือนรายงานเด็กประถมมากกว่าวิทยานิพนธ์ ผมมักบอกนักศึกษาเสมอว่า ควรตรวจสอบคำสะกดทั้งหลายให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งรูปเล่มแก่อาจารย์ที่ปรึกษาหรือกรรมการ แต่ก็ยังพบคำสะกดผิดอยู่เป็นประจำ

    นอกจากคำสะกดแล้ว การจัดเรียงบทของวิทยานิพนธ์ การใส่ภาพ ตาราง เอกสารอ้างอิง ก็มีความสำคัญเช่นกัน นักศึกษาควรตรวจสอบรูปแบบวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยของตนเอง และดูตัวอย่างวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่ แต่ไม่ควรยึดถือวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะบางทีวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่ก็ “มั่ว” เหมือนกันครับ

    โดยสรุปแล้ว สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างง่ายดาย ถ้านักศึกษามีเวลาเพียงพอในการทำวิทยานิพนธ์ เพราะนักศึกษาสามารถตรวจทานและแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ หรือไม่มีข้อผิดพลาดเลย นักศึกษาก็จะมีความภาคภูมิใจในวิทยานิพนธ์ฉบับนั้น และจบการศึกษาอย่างสง่างามสมกับเป็นมหาบัณฑิตครับ

    นี่คือ Mind Map สรุปเนื้อหาของบทความนี้ครับ

  • การสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์

    การสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์

    การสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์

    การสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการหลังจากที่นิสิต นักศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูล แปลความ ตีความ เขียนรายงานการวิจัย เสนออาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์หรืออาจารย์ที่ปรึกษา ปรับปรุงแก้ไขตามข้อชี้แนะของอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์จนเป็นที่พอใจจึงดำเนินการขอสอบปากเปล่าต่อไป

        เพื่อให้การสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์สัมฤทธิ์ผลอย่างดี ควรทำสรุปสาระสำคัญของผลการวิจัยและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะในการสอบปากเปล่าวิมยานิพนธ์ดังนี้

    5.1 การทำสรุปสาระสำคัญของผลการวิจัย

        ก่อนขึ้นสอบปากเปล่าวิมยานิพนธ์ นิสิต นักศึกษาควรทำสรุปสาระสำคัญของผลการวิจัย ลงในแผ่นกระดาษขนาด A4 ไม่เกิน 1 หน้า โดยมีสาระผลการวิจัยทั้งหมด ส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ช่วยให้เข้าใจเรื่องวิจัยอย่างชัดเจน สามารถนำไปดูแล้วอธิบายการวิจัยและสรุปผลการวิจัยได้อย่างกระชับและครบถ้วนโดยไม่ต้องเปิดอ่านในเล่มวิทยานิพนธ์ หลักการในการทำสรุปสาระสำคัญของผลการวิจัยมีดังนี้

    1.สรุปลงในในแผนกระดาษเพียงแผนเดียวให้คลอบคลุมสาระสำคัญของการวิจัยทั้งหมด

    2.อาจใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping) หรือผังมโนทัศน์ (Concept Map) ในการสรุปสาระสำคัญของการวิจัย

    3.อาจใช้คำย่อ สัญลักษณ์ และตารางช่วยให้สรุปอย่างเป็นระบบตามความจำเป็นได้

    5.2ข้อเสนอแนะการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์

        มีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเกี่ยวกับการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ดังนี้

    5.2.1 ในการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ถ้านิสิต นักศึกษาได้เสนอเค้าโครงที่เหมาะสมละเอียด ชัดเจน รอบคอบ รัดกุมในทุกส่วนแล้วก็จะเป็นประโยนช์มาก เพราะเค้าโครงดังกล่าว เป็นเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติตาม ทำให้ผู้วิจัยมีความชัดเจน เป็นการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตาม ถ้าเค้าโครงไม่ชัดเจนแล้ว เมื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าก็จะพบปัญหายากต่อการตัดสินใจ อาจเกิดข้อขัดแย้ง อาจต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมามากมาย ส่งผลให้มีปัญหาในการสอบปากเปล่าด้วย

    5.2.2 นิสิต นักศึกษาจะต้องเตรียมความพร้อมในการสอบปากเปล่าอย่างดีเยี่ยม โดยเตรียมการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าให้กระชับ รัดกุม เข้าใจง่าย น่าสนใจ ด้วยความคล่องแคลวถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งเตรียมตอบคำถามต่างๆ ที่แสดงถึงการมีความรอบรู้ในเรื่องที่ทำวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ต้องมีตัวรายงานวิทยานิพนธ์ที่มีความสมบูรณ์

        จากประสบการของผู้เขียนที่ผ่านพบว่า นิสิต นักศึกษาเตรียมตัวมายังไม่ดีพอ ตัวรายงานมีความบกพร่องหลายแห่ง การนำเสนอไม่น่าสนใจ บางคนเสนอโดยการอ่านจากเอกสารที่เตรียมมา การตอบคำถามบางครั้งไม่ตรงประเด็นหรือตอบไม่ได้ โดยเฉพาะในคำตอบที่เป็นการประเมินความรู้ ความเข้าใจในวิชาการ หลักการ ทั้งนี้เนื่องจาก ขาดความรอบรู้อย่างแท้จริง เตรียมตัวมาน้อย นิสิต นักศึกษาควรวางแผนและดำเนินการให้สามารถเขียนรายงานให้เสร็จสมบูรณ์โดยที่เหลือเวลาพอควรสำหรับเตรียมตัวสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ เช่นมีเวลาเตรียมตัวก่อบสอบ 10 วัน เป็นต้น และควรซักซ้อมด้วยตัวเองให้แคล่งโดยเฉพาะถ้าได้ซักซ้อมกับอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ส่วนสำคัญจะช่วยได้มาก

    5.2.3 ด้านกรรมการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ กรรมการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์โดยทั่วไปประกอบด้วยอาจารย์ผู้ควบคุมหรืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และกรรมการจากภายนอก กรรมการจากภายนอกมีจำนวนเท่ากันกับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือมากกว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งตั้งกรรมการสอบปากเปล่าจากภายนอกทั้งหมด ไม่มีอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์หรืออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมเป็นกรรมการสอบ ข้อดีของการแต่งตั้งอาจารย์ภายนอกที่มาจากกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ก็คือ ได้ทราบถึงเงื่อนไข ข้อตกตกลงต่างๆที่ได้พิจารณาเมื่อครั้งสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

    5.2.4โดยทั่วไปจะแบ่งการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 จะให้นิสิต นักศึกษารายงานถึงการศึกษาค้นคว้าที่ได้ดำเนินการ อาจให้กล่าวเฉพาะประเด็นที่สำคัญ เช่นเหตุผลที่เลือกค้นคว้าในเรื่องนั้น วิการดำเนินการวิจัยศึกษาค้บคว้า ผลของการศึกษาค้นคว้า การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ในขั้นตอนนี้อาจนำเสนอโดยใช้สื่อต่างๆ เช่น แผ่นใส เป็นต้น

    ขั้นตอนที่ 2 กรรมการสอบจะถามข้อสงสัย สอบถามเพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของผู้ทำวิทยานิพนธ์ แม้กระทั้งทักท้วงโต้แย้งในประเด็นต่างๆ ที่อาจเป็นข้อผิดพลาดของรายงานการวิจัยเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป

    ขั้นตอนที่ 3 กรรมสอบพิจารณษประเมินผลการสอบปากเปล่า

    5.2.5 การพิจารณาคุณภาพของรายงานวิทยานิพนธืพิจารณาในหลายๆประเนดังนี้

    – ด้านคัณภาพทั่วไป – ด้านความคงเส้นคงวาในการเขียน -ด้านความสำพันธ์ระหว่างชื่อเรื่อง ความมุ่งหมาย ผลการศึกษา -ด้านการอ้างอิง -ด้านบทคัดย่อ -การอภิปราย – ด้านข้อเสนอแนะ

  • ปิดงานวิจัย “พฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง COVID-19” ของนักศึกษาปริญญาโทธรรมศาสตร์

    ปิดงานวิจัย “พฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง COVID-19” ของนักศึกษาปริญญาโทธรรมศาสตร์

    ปิดงานวิจัย “พฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง COVID-19” ของนักศึกษาปริญญาโทธรรมศาสตร์

    นักศึกษาปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาพฤติกรรมคนในช่วง COVID-19 ชี้พฤติกรรมแต่ละ Gen มีความแตกต่างกัน บาง Gen อาจคล้ายกันในบางพฤติกรรม

    วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2564

         ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2563 ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ประเทศถูกล็อกดาวน์ เศรษฐกิจหยุดชะงัก ซบเซา และภาคการศึกษาต้องปรับสู่การเรียนในรูปแบบ Online แน่นอนว่าทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบ มีการปรับตัวกันอย่างกระทันหัน หลายคนบอกว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคของ “New Normal” และปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกรวมกว่า 90 ล้านคน

         เราไม่อาจทราบได้ว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และในขณะที่เรากำลังต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายอยู่นั้น ผู้อ่านได้สังเกตหรือไม่ว่าเรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อยในช่วงนี้

         เรามาดูงานวิจัยเรื่อง “การสำรวจพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง COVID-19” ของ นายพชร สุขวิบูลย์ นักศึกษาโครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ (MBA) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.ศากุน บุญอิต เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยได้ศึกษาพฤติกรรของ Generation Baby Boomers, Generation X, Generation Y, Generation Z และคนที่มีระดับความรู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ COVID-19 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “พฤติกรรมของแต่ละ Generation ในแต่ละช่วงการระบาดของโรค COVID-19 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่แตกต่างกัน และระดับความรู้ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมที่ประชาชนจะเปลี่ยนแปลงเพื่อป้องกันการติดโรค”

    ทั้งนี้ งานวิจัยฯ ได้ศึกษาพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด 3 ช่วง คือ

       1. ช่วงก่อนการระบาดของโรค COVID-19 (ก่อนวันที่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 คนแรกในประเทศไทย หรือก่อนวันที่ 13 มกราคม 2563)

       2. ช่วงระหว่างการระบาดของโรค COVID-19 (ตั้งแต่วันที่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 คนแรกในประเทศไทย ถึงวันที่ผ่อนคลายล็อกดาวน์ เฟส 5 หรือ วันที่ 13 มกราคม 2563 – 30 มิถุนายน 2563)

       3. ช่วงหลังการระบาดของโรค COVID-19 (หลังวันที่ผ่อนคลายล็อกดาวน์ เฟส 5 หรือ หลังวันที่ 30 มิถุนายน 2563)

    และได้สำรวจพฤติกรรมทั้งหมด 19 พฤติกรรม ดังนี้

       1. ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ก่อน-หลัง สัมผัสสิ่งต่าง ๆ

       2. สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้านหรืออยู่ในที่สาธารณะ

       3. พยายามอยู่ห่างผู้ที่ไอ หรือจาม

       4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก หรือปาก หากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด

       5. ไอ หรือจาม ท่านจะใช้มือหรืออวัยวะส่วนอื่นเพื่อปิดปาก

       6. เป็นไข้ ไอ จาม หายใจติดขัด ท่านจะรีบไปพบแพทย์ทันที

       7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

       8. ออกไปข้างนอกเพื่อพบเจอและสังสรรค์กับเพื่อนหรือครอบครัว

       9. ทักทาย พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวผ่าน Social Media เช่น Line Messenger

       10. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรืออาหารเสริมเพิ่มเติม เช่น ผัก ผลไม้ วิตามิน เป็นต้น

       11. ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

       12. เดินทางโดยใช้รถขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทาง รถไฟฟ้า เป็นต้น

       13. ไปสถานที่ที่มีคนจำนวนมากกว่า 20 คน

       14. ไปสถานที่ปิด (Closed-space) ที่มีขนาดใหญ่ (ไม่รวมที่ทำงาน) เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือการแสดงคอนเสิร์ต เป็นต้น

       15. ไปสถานที่เปิด (Opened-space) ที่มีขนาดใหญ่ (ไม่รวมที่ทำงาน) เช่น สวนสาธารณะ เป็นต้น

       16. ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ เช่น Grab Lineman และ Food panda เป็นต้น

       17. ซื้อของผ่านบริการช้อปปิ้งออนไลน์ เช่น Shopee Lazada และ Facebook live เป็นต้น

       18. ใช้ Social Media เช่น Facebook Instagram Tiktok และ Zoom เป็นต้น

       19. ซื้อของหรือสินค้าฟุ่มเฟื่อย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เป็นต้น

    ผลการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง 241 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ มีการปรับตัวในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แบ่งได้ 3 แบบ คือ

         1.พฤติกรรมที่มีการปรับตัวชั่วคราว ได้แก่ ออกไปข้างนอกเพื่อพบเจอและสังสรรค์กับเพื่อนหรือครอบครัว ไปสถานที่เปิด (Opened-space) ที่มีขนาดใหญ่ ไปสถานที่ปิด (Closed-space) ที่มีขนาดใหญ่ ไปสถานที่ที่มีคนจำนวนมากกว่า 20 คน และเดินทางโดยใช้รถขนส่งสาธารณะ

    โดยกลุ่มพฤติกรรมนี้มีลักษณะในการปรับตัวระยะสั้น จากช่วงก่อนการระบาด ไปช่วงระหว่างการระบาด เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดโรค แต่หลังจากนั้นพฤติกรรมจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าช่วงก่อนการระบาด กับช่วงปัจจุบัน มีความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้ไม่แตกต่างกัน

         2.พฤติกรรมที่ไม่มีการปรับตัว หรือปรับตัวเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ ซื้อของหรือสินค้าฟุ่มเฟื่อย ใช้ Social Media ซื้อของผ่านบริการช้อปปิ้งออนไลน์ ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรืออาหารเสริมเพิ่มเติม ทักทาย พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวผ่าน Social Media ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เป็นไข้ ไอ จาม หายใจติดขัด จะรีบไปพบแพทย์ทันที และเมื่อไอหรือจามจะใช้มือหรืออวัยวะส่วนอื่นเพื่อปิดปาก

         โดยกลุ่มพฤติกรรมนี้มีลักษณะในการปรับตัวเพื่อป้องกันโรคแบบทางอ้อม คือใช้เทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อลดการพบปะกับผู้อื่น หรือทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเพื่อลดโอกาสการติดโรค ซึ่งหมายความว่า ช่วงก่อนการระบาด กับช่วงระหว่างการระบาด มีความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้แตกต่างกันพอสมควร และส่งผลไปถึงช่วงปัจจุบันที่มีความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้แตกต่างกับช่วงก่อนการระบาด ด้วย

         3.พฤติกรรมที่เป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ได้แก่ ท่านหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก หรือปาก หากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด พยายามอยู่ห่างผู้ที่ไอหรือจาม สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านหรืออยู่ในที่สาธารณะ และล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ก่อน-หลัง สัมผัสสิ่งต่าง ๆ

         โดยกลุ่มพฤติกรรมนี้มีลักษณะในการปรับตัวเพื่อป้องกันโรค โดยเป็นพฤติกรรมที่สามารถทำได้ง่าย ๆ และเป็นนโยบายที่ภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชนรณรงค์ให้ปฏิบัติตาม ซึ่งหมายความว่าช่วงก่อนการระบาด กับช่วงระหว่างการระบาด ความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึงช่วงปัจจุบันที่มีความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้แตกต่างกับช่วงก่อนการระบาด ไปอย่างมาก และมีความถี่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาด ด้วย

         ซึ่งในความแตกต่างของพฤติกรรมในแต่ละ Generation ยังพบว่า Generation Baby Boomers และ Generation X มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 คล้ายกันในหลาย ๆ พฤติกรรม เช่นเดียวกับ Generation Y และ Generation Z มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 คล้ายกันในหลาย ๆ พฤติกรรม

         แต่ทั้งนี้ ยังมีบางพฤติกรรมของ Generation Z ที่ปรับพฤติกรรมไม่เหมือน Generation อื่น ๆ คือ การออกไปสังสรรค์นอกบ้าน การไปสถานที่เปิดที่มีขนาดใหญ่ การไปสถานที่ปิดที่มีขนาดใหญ่ และการไปสถานที่ที่มีคนมากกว่า 20 คน ซึ่ง Generation Z มีความถี่ในการทำพฤติกรรมเหล่านี้ในช่วงหลังการระบาดของโรค COVID-19 มากกว่าช่วงระหว่างการระบาดของโรค COVID-19

         ส่วนความแตกต่างของระดับความรู้ ยังพบว่า มีพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่คนที่มีระดับความรู้ที่แตกต่างกันจะมีลักษณะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 คล้ายกัน โดยมีแค่ 2 พฤติกรรม คือ การออกไปสังสรรค์นอกบ้าน และการใช้รถขนส่งสาธารณะ ที่มีการปรับพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

         ผู้สนใจสามารถนำข้อมูลจากผลการวิจัยมาใช้เพื่อสร้างหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการป้องกัน และลดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในช่วงเวลาปัจจุบัน หรือที่อาจเกิดขึ้นมาในระลอกใหม่ รวมถึงนำไปวางแผนเพื่อป้องกันโรคระบาดอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ดียิ่งขึ้น ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ (MBA) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ E-mail: mbatu@tbs.tu.ac.th หรือ E-mail: patchara.su1991@gmail.com (นายพชร สุขวิบูลย์)

Many players weighing new gaming sites end up comparing welcome packages, live dealer lobbies, and withdrawal speeds before signing up, and platforms like Cazeus Online Casino often show up in those side-by-side reviews. A short check of licensing credentials, available payment methods, and the variety of slot providers tends to separate the better regulated brands from the rest of the pack, so it is worth scanning the footer details and the terms page rather than just the promo banner. For anyone interested in trying Cazeus Online Casino, reading recent player feedback and noting the minimum deposit and wagering requirements usually gives a clearer picture than the headline bonus number alone.
Wie je live tafels wilt verkennen zonder gedoe, dan kan een account met snelle verificatie en heldere stortingslimieten helpen; wie liever sport en slots combineert, vindt via stake casino een overzichtelijke Nederlandstalige omgeving die aan alle eisen voldoet.