เลือกหัวข้องานวิจัยอย่างไรดี
หลักเกณฑ์การเลือกหัวข้อปัญหา ผู้วิจัยควรทราบหลักเกณฑ์ในการเลือกหัวข้อวิจัย เพื่อที่จะเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัยที่ดีและเหมาะสม เกณฑ์ในการคัดเลือกมีดังต่อไปนี้
เลือกจากความสนใจของตนเอง 1,2 เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าหัวข้อที่จะทำการวิจัยมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด และกำลังอยู่ในความสนใจของคนทั่วไปหรือไม่ หากผู้ที่จะทำวิจัยไม่มีความสนใจในหัวข้อนั้นๆ ก็ไม่ควรที่จะทำวิจัยหัวข้อนั้น เพราะงานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถลุล่วงไปได้ด้วยดีด้วยเหตุผลเดียวคือ ผู้วิจัยไม่มีความสนใจอย่างแท้จริง ความสนใจในเรื่องที่จะทำวิจัยมีความสำคัญมาก เพราะเป็นแรงจูงใจที่จะผลักดันให้ผู้วิจัยเกิดการติดตามค้นคว้า เพื่อให้โครงการวิจัยได้บรรลุเป้าหมาย ไม่เบื่อหน่ายต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น2
เลือกปัญหาที่ตรงกับความสามารถของตนเอง1,2 การวิจัยเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในด้านต่างๆ เช่น การเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล ความสามารถในการให้รหัสข้อมูล ความสามรถในการเลือกใช้สถิติวิเคราะห์ และความสามารถในการตีความหมายข้อมูลและอ่านผลที่ได้จาการวิเคราะห์
ความสามารถในด้านต่างๆที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ในตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่ผู้วิจัยจะต้องมีความสามารถในการระดมบุคคลที่มีความสามารถต่างๆให้เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยในบทบาทและสถานภาพต่างๆ เช่น เป็นผู้ร่วมวิจัย หรือเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้งานวิจัยนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี2
เลือกปัญหาที่มีคุณค่า1 ทั้งนี้ปัญหาที่ต้องการทำวิจัย ควรเป็นการเพิ่มพูนให้เป็นความรู้ใหม่ และเสริมทฤษฎี อีกทั้งเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติงานต่อไป
คำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องของเวลา งบประมาณและกำลังแรงงานของตน1 ในการทำวิจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม จะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เสียเวลา และกำลังแรงงาน ดังนั้นในการตัดสินใจว่าจะทำการวิจัยในหัวข้อใดจะต้องคำนึงถึงว่า หัวข้อนั้น มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด ทั้งในตัวของมันเองและเมื่อเปรียบเทียบกับหัวข้ออื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะต้องเสนอขอรับทุนจากผู้อื่นด้วย 2
คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยในการทำวิจัย เช่น ปัญหานั้นจะได้รับความร่วมมือมากน้อยเพียงใด, มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือไม่ หรือผู้วิจัยต้องสร้างขึ้นเอง, ปัญหานั้นมีแหล่งค้นคว้าหรือไม่
Day: February 20, 2021
-

เลือกหัวข้องานวิจัยอย่างไรดี
-

กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual framework )
กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual framework ) หมายถึง แนวคิดของผู้วิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปร ตาม ที่ใช้ศึกษาในการวิจัยครั้งนั้น ๆ โดยมีที่มาจากการทบทวนเอกสารวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎี ตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาเขียนเป็นแผนภาพเชื่อมโยงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรที่ศึกษาในงานวิจัย ประโยชน์ของกรอบความคิดในการวิจัย
- ช่วยชี้ให้เห็นทิศทางของการวิจัยและประเภทของตัวแปรต้นตัวแปรตาม
- ช่วยชี้ความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
- บอกแนวทางในการออกแบบการวิจัย
- บอกแนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัย
- บอกแนวทางการเลือกใช้เครื่องมือในการวิจัย
- บอกแนวทางการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
- บอกกรอบการแปรผลและอภิปรายผลการวิจัย
-

การเขียนบทความเชิงวิชาการ
การเขียนบทความเชิงวิชาการ
- ส่วนที่ 4เนื้อเรื่อง (Body)
- วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการ
2.1. วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการมีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องการให้ ผู้อ่านได้รับ ความรู้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น แนวทางปฏิบัติวิธีการแก้ปัญหาข้อคิด แรงบันดาลใจ ข้อแนะนา ข้อเสนอแนะ ในการเขียนบทความวิชาการแต่ละครั้งผู้เขียนควรจะก าหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนให้ชัดเจน ว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากบทความในด้านใด เพราะในการเขียนบทความทางวิชาการถึงแม้จะ เป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจมีวิธีการนาเสนอแตกต่างๆกัน หากผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ในการเขียนต่างกัน ในการ ก าหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการนั้น ผู้เขียนจะต้องตอบคาถามตามหลัก 5 W 1 H ก่อนที่จะ ทาการเขียนบทความวิชาการเพื่อเป็นแนวในการก าหนดทิศทางของการเขียนและรูปแบบวิธีการนาเสนอ เนื้อหาในบทความวิชาการดังกล่าว
2.1.1. โดย 5 W 1H ประกอบด้วย
2.1.1.1. Who “จะเขียนให้ใครอ่าน”
2.1.1.2. When “เวลาที่จะนาบทความลงเผยแพร่คือเมื่อใด”
2.1.1.3. Why “จะนา เสนอเรื่องนี้ทาไม”
2.1.1.4. How “จะนาเสนอเรื่องนี้อย่างไร” - ความหมายของบทความวิชาการ
3.1. บทความวิชาการ (academic article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่ผู้เขียนตั้งใจหยิบยกประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วิชาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หรือวิพากษ์ ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนาเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่ เพื่อมุ่งให้ผู้อ่าน เปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยน แนวคิด ความเชื่อมาสู่แนวคิดของผู้เขียน บทความวิชาการเน้นการให้ความรู้เป็นสำคัญและต้องอาศัยข้อมูล ทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน - ส่วนประกอบของการเขียนบทความวิชาการ
4.1. ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย
4.1.1. ชื่อบทความ ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชื่อเรื่องชัดเจนตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็นของเรื่อง ชื่อเจ้าของบทความ ต้องใช้ชื่อจริง ไม่ใช้นามแฝง และไม่ต้องใส่คำนำหน้านาม
4.2. ส่วนที่ 2 ประกอบด้วย
4.2.1. บทคัดย่อ (Abstract) บทคัดย่อในบทความวิชาการ เป็นการสรุปประเด็นเนื้อหาที่เป็นแก่นสํ าคัญ เน้นประเด็นสําคัญของงาน ที่ต้องการนําเสนอจริงๆ ควรเขียนให้สั้น กระชับ มีความยาวไม่เกิน 10 ถึง 15 บรรทัด โดยบทคัดย่อมักจะประกอบด้วยเนื้อหา สามส่วน คือ เกริ่นนำ สิ่งที่ทํำสรุปผลสําคัญที่ได้ ซึ่งอ่านแล้วต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน คําสําคัญ (Keyword) เป็นศัพท์เฉพาะทางที่เห็นแล้วเข้าใจได้ทันทีว่างานชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร จํานวนไม่เกิน 5 -8 คำ
4.3. ส่วนที่ 3บทนำ (Introduction)
4.3.1. ส่วนนำจะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจูงใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ซึ่งสามารถใช้วิธีการ และเทคนิคต่างๆ ตามแต่ผู้เขียนจะเห็นสมควร เช่น อาจใช้ภาษาที่กระตุ้น จูงใจ ผู้เขียนอาจหรือยกปัญหาที่ก าลังเป็นที่สนใจ ขณะนั้นขึ้นมาอภิปราย หรืออาจจะกล่าวถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับจากการอ่าน นอกจากจะเป็นส่วนที่ใช้จูงใจผู้อ่านแล้ว ส่วนนำเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนั้น หรือให้คำชี้แจงที่มาของการเขียนบทความนั้น ๆ รวมทั้งขอบเขตของบทความนั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไม่คาดหวังเกินขอบเขตที่กำหนด
4.4. ส่วนที่ 5 ส่วนสรุป (Conclusions)
4.5. (ส่วนที่ 6 ประกอบด้วย
4.5.1. บทความทางวิชาการที่ดีควรมีการสรุปประเด็นส าคัญๆ ของบทความนั้นๆ ซึ่งอาจทำ ในลักษณะที่เป็นการย่อ คือ การเลือกเก็บประเด็นสำคัญๆ ของบทความนั้นๆ มาเขียนรวมกันไว้อย่างสั้นๆ ท้ายบท หรือ อาจใช้ วิธีการบอกผลลัพธ์ว่าสิ่งที่กล่าวมามีความส าคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรืออาจใช้ วิธีการตั้งคำถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปสืบเสาะแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นพัฒนาเรื่องนั้นต่อไป งานเขียน ที่ดีควรมีการสรุปในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ
4.5.2. การเขียนส่วนเนื้อเรื่องจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับศาสตร์ (sciences) นั้นคือหลักวิชาการที่ผู้เขียนจะต้องค านึงถึงในการเขียน ได้แก่ กรอบแนวความคิด (conceptual framework) ที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนจะต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุที่น าไปสู่ผล (causal relationship) การอ้างอิง ข้อมูลต่างๆ ในส่วนศิลป์ (art) ได้แก่ ศิลป์ในการใช้ภาษาเพื่อนำเสนอเรื่องที่เขียน การล าดับความ การบรรยาย วิธีการอ้างอิง สถิติ 2 และข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบเรื่องที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและประทับใจมากที่สุด ในส่วนเนื้อหาสาระผู้เขียน ควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญๆ
4.5.3. จิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) หากต้องเขียนกิตติกรรมประกาศเพื่อขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเขียนได้ โดยให้อยู่หลังเนื้อหาของบทความและก่อนเอกสารอ้างอิง
4.5.3.1. 1) เอกสารอ้างอิงทุกล าดับจะต้องมีการอ้างอิงหรือกล่าวถึงในบทความ
4.5.3.2. 2) ต้องพิมพ์เรียงล าดับการอ้างอิงตามหมายเลขที่ก าหนดไว้ที่ได้อ้างอิงถึงในบทความ โดยไม่ต้องแยกภาษาและ ประเภทของเอกสารอ้างอิง
4.5.3.3. 3) หมายเลขล าดับการอ้างอิงให้พิมพ์ชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ถ้ารายละเอียดของเอกสารอ้างอิงมีความยาว 3 มากกว่าหนึ่งบรรทัดให้พิมพ์ต่อบรรทัดถัดไปโดยย่อหน้า (โดยเว้นระยะ 7 ช่วงตัวอักษรหรือเริ่มพิมพ์ช่วง ตัวอักษรที่ 8 การจัดพิมพ์เอกสารอ้างอิงท้ายบทความจะแตกต่างกันตามชนิดของเอกสารที่นำมาอ้างอิง ให้จัดพิมพ์ตามข้อแนะน าดังนี้ – ถ้าเป็นรูปแบบการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นระบบ Vancouver – ถ้าเป็นรูปแบบการอ้างอิงทางสังคมศาสตร์ให้เป็นระบบ American Psychological Associationการเขียนบทความเชิงวิชาการ - ส่วนที่ 4เนื้อเรื่อง (Body)
- วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการ
2.1. วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการมีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องการให้ ผู้อ่านได้รับ ความรู้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น แนวทางปฏิบัติวิธีการแก้ปัญหาข้อคิด แรงบันดาลใจ ข้อแนะนา ข้อเสนอแนะ ในการเขียนบทความวิชาการแต่ละครั้งผู้เขียนควรจะก าหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนให้ชัดเจน ว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากบทความในด้านใด เพราะในการเขียนบทความทางวิชาการถึงแม้จะ เป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจมีวิธีการนาเสนอแตกต่างๆกัน หากผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ในการเขียนต่างกัน ในการ ก าหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการนั้น ผู้เขียนจะต้องตอบคาถามตามหลัก 5 W 1 H ก่อนที่จะ ทาการเขียนบทความวิชาการเพื่อเป็นแนวในการก าหนดทิศทางของการเขียนและรูปแบบวิธีการนาเสนอ เนื้อหาในบทความวิชาการดังกล่าว
2.1.1. โดย 5 W 1H ประกอบด้วย
2.1.1.1. Who “จะเขียนให้ใครอ่าน”
2.1.1.2. When “เวลาที่จะนาบทความลงเผยแพร่คือเมื่อใด”
2.1.1.3. Why “จะนา เสนอเรื่องนี้ทาไม”
2.1.1.4. How “จะนาเสนอเรื่องนี้อย่างไร” - ความหมายของบทความวิชาการ
3.1. บทความวิชาการ (academic article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่ผู้เขียนตั้งใจหยิบยกประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วิชาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หรือวิพากษ์ ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนาเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่ เพื่อมุ่งให้ผู้อ่าน เปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยน แนวคิด ความเชื่อมาสู่แนวคิดของผู้เขียน บทความวิชาการเน้นการให้ความรู้เป็นสำคัญและต้องอาศัยข้อมูล ทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน - ส่วนประกอบของการเขียนบทความวิชาการ
4.1. ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย
4.1.1. ชื่อบทความ ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชื่อเรื่องชัดเจนตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็นของเรื่อง ชื่อเจ้าของบทความ ต้องใช้ชื่อจริง ไม่ใช้นามแฝง และไม่ต้องใส่คำนำหน้านาม
4.2. ส่วนที่ 2 ประกอบด้วย
4.2.1. บทคัดย่อ (Abstract) บทคัดย่อในบทความวิชาการ เป็นการสรุปประเด็นเนื้อหาที่เป็นแก่นสํ าคัญ เน้นประเด็นสําคัญของงาน ที่ต้องการนําเสนอจริงๆ ควรเขียนให้สั้น กระชับ มีความยาวไม่เกิน 10 ถึง 15 บรรทัด โดยบทคัดย่อมักจะประกอบด้วยเนื้อหา สามส่วน คือ เกริ่นนำ สิ่งที่ทํำสรุปผลสําคัญที่ได้ ซึ่งอ่านแล้วต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน คําสําคัญ (Keyword) เป็นศัพท์เฉพาะทางที่เห็นแล้วเข้าใจได้ทันทีว่างานชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร จํานวนไม่เกิน 5 -8 คำ
4.3. ส่วนที่ 3บทนำ (Introduction)
4.3.1. ส่วนนำจะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจูงใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ซึ่งสามารถใช้วิธีการ และเทคนิคต่างๆ ตามแต่ผู้เขียนจะเห็นสมควร เช่น อาจใช้ภาษาที่กระตุ้น จูงใจ ผู้เขียนอาจหรือยกปัญหาที่ก าลังเป็นที่สนใจ ขณะนั้นขึ้นมาอภิปราย หรืออาจจะกล่าวถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับจากการอ่าน นอกจากจะเป็นส่วนที่ใช้จูงใจผู้อ่านแล้ว ส่วนนำเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนั้น หรือให้คำชี้แจงที่มาของการเขียนบทความนั้น ๆ รวมทั้งขอบเขตของบทความนั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไม่คาดหวังเกินขอบเขตที่กำหนด
4.4. ส่วนที่ 5 ส่วนสรุป (Conclusions)
4.5. (ส่วนที่ 6 ประกอบด้วย
4.5.1. บทความทางวิชาการที่ดีควรมีการสรุปประเด็นส าคัญๆ ของบทความนั้นๆ ซึ่งอาจทำ ในลักษณะที่เป็นการย่อ คือ การเลือกเก็บประเด็นสำคัญๆ ของบทความนั้นๆ มาเขียนรวมกันไว้อย่างสั้นๆ ท้ายบท หรือ อาจใช้ วิธีการบอกผลลัพธ์ว่าสิ่งที่กล่าวมามีความส าคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรืออาจใช้ วิธีการตั้งคำถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปสืบเสาะแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นพัฒนาเรื่องนั้นต่อไป งานเขียน ที่ดีควรมีการสรุปในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ
4.5.2. การเขียนส่วนเนื้อเรื่องจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับศาสตร์ (sciences) นั้นคือหลักวิชาการที่ผู้เขียนจะต้องค านึงถึงในการเขียน ได้แก่ กรอบแนวความคิด (conceptual framework) ที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนจะต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุที่น าไปสู่ผล (causal relationship) การอ้างอิง ข้อมูลต่างๆ ในส่วนศิลป์ (art) ได้แก่ ศิลป์ในการใช้ภาษาเพื่อนำเสนอเรื่องที่เขียน การล าดับความ การบรรยาย วิธีการอ้างอิง สถิติ 2 และข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบเรื่องที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและประทับใจมากที่สุด ในส่วนเนื้อหาสาระผู้เขียน ควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญๆ
4.5.3. จิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) หากต้องเขียนกิตติกรรมประกาศเพื่อขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเขียนได้ โดยให้อยู่หลังเนื้อหาของบทความและก่อนเอกสารอ้างอิง
4.5.3.1. 1) เอกสารอ้างอิงทุกล าดับจะต้องมีการอ้างอิงหรือกล่าวถึงในบทความ
4.5.3.2. 2) ต้องพิมพ์เรียงล าดับการอ้างอิงตามหมายเลขที่ก าหนดไว้ที่ได้อ้างอิงถึงในบทความ โดยไม่ต้องแยกภาษาและ ประเภทของเอกสารอ้างอิง
4.5.3.3. 3) หมายเลขล าดับการอ้างอิงให้พิมพ์ชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ถ้ารายละเอียดของเอกสารอ้างอิงมีความยาว 3 มากกว่าหนึ่งบรรทัดให้พิมพ์ต่อบรรทัดถัดไปโดยย่อหน้า (โดยเว้นระยะ 7 ช่วงตัวอักษรหรือเริ่มพิมพ์ช่วง ตัวอักษรที่ 8 การจัดพิมพ์เอกสารอ้างอิงท้ายบทความจะแตกต่างกันตามชนิดของเอกสารที่นำมาอ้างอิง ให้จัดพิมพ์ตามข้อแนะน าดังนี้ – ถ้าเป็นรูปแบบการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นระบบ Vancouver – ถ้าเป็นรูปแบบการอ้างอิงทางสังคมศาสตร์ให้เป็นระบบ American Psychological Association
-

108 การสื่อสารกับอาจารย์ที่ปรึกษา
108 การสื่อสารกับอาจารย์ที่ปรึกษา
การทำงานวิจัยแต่ละครั้งนักศึกษาที่เป็นผู้วิจัยมือใหม่อาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับอาจารย์ที่ปรึกษา และควรจะทำอย่างไรเพื่อให้พูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาได้อย่างเข้าใจตรงกันและมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ในบทความนี้มีคำตอบ- ต้องคิดเสมอว่าไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด
สิ่งที่ควรเริ่มทำเป็นอย่างแรกในการทำงานวิจัยคือ การศึกษาระเบียบวิธีการทำวิจัยต่างของสถาบันการศึกษาที่เราทำการศึกษาอยู่ เพื่อให้ทราบขอบเขตของการทำวิจัยว่าเป็นอย่างไร และจัดเตรียมเนื้อหาข้อมูลต่างๆ สำหรับเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อขอคำแนะนำในขอบเขตงาน หรือขอคำแนะนำในประเด็นที่ผู้วิจัยอาจจะยังเข้าใจไม่ชัดเจนเพียงพอ
ในการขอความรู้หรือประสบการณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษานั้น ผู้วิจัยไม่ควรที่จะนำอคติหรือทัศนคติของตนเองมาเป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะโต้เถียงหรือยืนยันว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง เพราะนั่นอาจจะทำให้ท่านไม่ได้รับความรู้จากอาจารย์ที่ปรึกษาในการพัฒนาองค์ความรู้ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
- ต้องเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ปรึกษาวิจัยเพราะท่านมีประสบการณ์มากกว่า
อาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านกว่าจะมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยได้นั้น จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และมีประสบการณ์มากกว่าตัวท่านที่ทำงานวิจัยเป็นเล่มแรกอย่างแน่นอน
ดังนั้นท่านควรทำความเข้าใจว่าอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านนั้นมีคุณสมบัติทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิเพียงพอที่จะให้คำแนะนำแก่ท่าน เพื่อให้ท่านนั้นนำไปประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยของท่านให้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งสิ่งที่จำเป็นต้องพัฒนาเป็นอย่างแรกคือตัวของท่านเอง เพราะงานวิจัยจะออกมาดีมากแค่ไหน อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการพัฒนาตนเองของท่าน เนื่องจากการทำงานวิจัยแต่ละครั้ง จะเป็นสิ่งที่พัฒนาองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวของท่าน ให้นำไปพัฒนาต่อยอดและบูรณาการความรู้ของสาขาวิชาที่ท่านทำการศึกษาวิจัย และเป็นการพัฒนาตนเองด้วยเช่นกัน- ควรปรึกษากับที่อาจารย์ปรึกษา 2 คนขึ้นไป
ในการทำวิจัยแต่ละครั้งนั้นไม่จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาวิจัยเพียงท่านเดียว เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาบางท่านนั้นอาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับผู้วิจัย และท่านไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง เพื่อโต้เถียงกับอาจารย์ที่ปรึกษาจนอาจจะก่อให้เกิดความผิดใจกันระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับผู้วิจัยได้
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้สามารถทำได้โดยให้ท่านปรึกษากับอาจารย์ในภาควิชาหรือสาขาวิชาเดียวกันอีกท่านเพื่อหาที่ปรึกษาวิจัยอีกท่านหนึ่ง ที่มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นของท่าน และนำคำพูดของที่ปรึกษาท่านดังกล่าว มาทำให้คำพูดของท่านนั้นมีน้ำหนักมากขึ้นเพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาหลักของท่านเข้าใจ ว่าคำแนะนำของท่านนั้นอาจจะมีสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือมีความคิดเห็นที่สามารถตีความได้หลายแบบ
โดยมากแล้วอาจารย์ที่ปรึกษาหลักมักจะยึดความคิดเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง เพราะว่าท่านมีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยเกี่ยวเรื่องนั้นๆ และอาจจะยึดแนวทางการทำวิจัยดังกล่าวว่าสิ่งนั้นถูกต้อง
แต่ท่านที่เป็นผู้วิจัยนั้นอาจจะทราบข้อมูลมาอีกแบบหนึ่ง จึงเกิดความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อาจารย์แนะนำ วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดนั้นคือการประนีประนอม โดยนำคำแนะนำจากอาจารย์อีกท่านมาเพิ่มน้ำหนักในความเห็นของท่าน ก็จะทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้นจนสามารถทำงานวิจัยให้สำเร็จลุล่วงไปได้
จากสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นวิธีการแก้ไขที่สามารถทำให้งานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้โดยดี หากท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับงานวิจัยของท่านได้ ก็ถือว่าท่านทำงานวิจัยนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว - ต้องคิดเสมอว่าไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด
-

การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor)
การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการและวิทยานิพนธ์
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์20 ธ.ค. 2553 08:00 น.การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor) ทั้งที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ (Project) และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ (Master’s Project) วิทยานิพนธ์ (Thesis) และดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เป็นงานที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ความรู้ความสามารถมากกว่าการสอนในรายวิชา ต่าง ๆ การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยนอกจากมีความสามารถในการทำวิจัยอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ ต้องสามารถที่จะทำให้นักศึกษาที่ทำวิจัยมีทักษะในการทำวิจัยได้อย่างถูกต้อง ด้วยกล่าวคือ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการวิจัยแล้วยังต้องสามารถให้คำปรึกษาช่วย แก้ปัญหาการวิจัยให้กับนักศึกษาได้ด้วย
การทำโครงการ (Project) (สถานศึกษาบางแห่งเรียกว่า โครงงาน) ส่วนมากเป็นการศึกษาระดับปริญญาตรีที่นักศึกษาต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษา สำหรับสารนิพนธ์นั้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทที่เลือกแผนการเรียนแบบไม่ ต้องทำวิทยานิพนธ์ (อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามที่แต่ละหลักสูตรกำหนด) และวิทยานิพนธ์สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทที่เลือกแผนการเรียนที่ทำ วิทยานิพนธ์ ส่วนดุษฎีนิพนธ์นั้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาเอก อย่างไรก็ตามการทำงานของนักศึกษาทุกระดับชั้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ ใช้กระบวนการวิจัยหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินการ ในบทความนี้จะเน้นประสิทธิภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา หรือปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งหลักการและกระบวนการนั้นมีความสอดคล้องและสามารถนำไปใช้กับการเป็น อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ (Project) หรือโครงงานในระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน
การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าที่ด้านการวิจัยควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการมีสถาบันอุดมศึกษา ระบบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือ Ph.D. ซึ่งมีการศึกษาวิจัยชั้นสูงนั้นเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษหลัง ปี ค.ศ. 1920 แรงจูงใจที่ทำให้มีการสอนหลักสูตรระดับนี้ ส่วนหนึ่งคือ ความต้องการดึงดูดความสนใจของนักศึกษาต่างชาติมาเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาชาวอเมริกันให้มาศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ระยะแรก ๆ วุฒิการศึกษา Ph.D. ยังเป็นที่สับสนของความแตกต่างระหว่างวุฒิ M.Phil. (Master of Philosophy) กับ Ph.D. (Doctor of Philosophy) [Doctor of Philosophy, abbreviated Ph.D. or PhD for the Latin Philosophiæ Doctor, meaning “teacher of philosophy”, (or, more rarely, D.Phil., for the equivalent Doctor Philosophiæ) is an advanced academic degree. (From Wikipedia, the free encyclopedia)] มหาวิทยาลัยในอังกฤษ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปมีหลักสูตร M.Phil. ซึ่งใช้เวลาเรียน 2 ปีเต็มเวลา (Full-time) และ 4 ปีแบบบางเวลา (Part-time) เป็นหลักสูตรเตรียมสู่การศึกษาระดับปริญญาเอกหรือ Ph.D. ซึ่งไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่เพราะจำนวน หน่วยกิตนั้นบางหลักสูตรมีถึงกว่า 60 หน่วยกิตหลังจากจบปริญญาตรีแต่บางหลักสูตรเรียนน้อยกว่าปริญญาโทของ สหรัฐอเมริกาซึ่งมีหน่วยกิตเฉลี่ย 36 หน่วยกิต และหลักสูตร Ph.D. ใช้เวลาเรียนหรือทำวิจัย 3 ปี แบบเต็มเวลา และ 5 ปี แบบบางเวลาหลังจากจบปริญญาตรีเช่นกัน บางหลักสูตรสามารถเรียนรวมกันต่อเนื่องไปได้ ดังนั้นคุณวุฒิระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของประเทศอังกฤษและประเทศในภาคพื้น ยุโรปกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเปรียบเทียบกันได้ยาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีความคล้ายกันมากขึ้นก็ตามแต่ก็ยังคงความแตกต่าง อยู่มาก และแม้จะมีการศึกษาวิจัยทางด้านประสิทธิภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางาน วิจัย แต่ก็ยังมีการตรวจสอบคุณภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ทุนวิจัย โดยเจ้าของทุนวิจัยจะตรวจสอบความสามารถหรือประสิทธิภาพด้านการเป็นนักวิจัย และความสามารถของอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาที่ได้รับทุนวิจัย
ปัญหาการให้คำปรึกษา
ประเด็น ปัญหาของการให้คำปรึกษาในการวิจัยที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์มากในผลการศึกษาวิจัยที่ทำในประเทศอังกฤษด้านอาจารย์ที่ปรึกษางาน วิจัยแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ๆ ได้แก่
- ความไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการทำวิจัยของนักศึกษาสาขาวิชาที่มีผู้เรียนจบได้น้อย โดยเฉพาะระดับปริญญาเอก หรือเกิดขึ้นในกรณีที่นักศึกษาใช้เวลาในการเรียนมากกว่าที่ควรจะเป็น หากพิจารณาจะพบว่า สาขาวิชาที่มีผู้สำเร็จการศึกษาน้อย และใช้เวลามากกว่า 3 ปี สำหรับนักศึกษาเต็มเวลาในระดับปริญญาเอก มีแนวโน้มที่สื่อว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และถ้าสาขาวิชาที่มีนักศึกษาจบการศึกษาได้มากและทันตามกำหนดเวลาเป็นการ จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
- ความไม่เหมาะสม (Inappropriate) ในประเด็นนี้แยกได้เป็น 2 ประเด็นย่อย ประเด็นแรกคือ การให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยที่ล้าสมัยของนักวิจัยรุ่นก่อนเพียงคนเดียว หรือเมธีวิจัย มากกว่าการให้ความสำคัญกับความสามารถของคณะผู้ทำงานวิจัย และ ประเด็นที่สองคือ การให้ความสำคัญกับผลวิจัยซึ่งเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์มากกว่าการให้ความสำคัญ กับการที่จะได้รับประสบการณ์และทักษะของการวิจัยในระหว่างที่ทำการวิจัย
- ความผิดพลาด (Fallibility) ประเด็นนี้เกิดจากการที่ไม่มีเกณฑ์และกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและไม่มีการตกลงร่วมกันในกระบวนการของการประเมิน รวมทั้งยังไม่มีช่องทางให้สำหรับกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบที่ครบถ้วน ทำให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น แล้วไม่สามารถหาทางออกได้ ต้องปกปิดหรือหลีกเลี่ยงเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำวิจัย
- การใช้ในทางผิด (Abuse) ประเด็นนี้สาเหตุเนื่องจากการขาดความเอาใจใส่ของอาจารย์ที่ปรึกษา และยิ่งเลวร้ายมากขึ้นอีกเมื่อมีการใช้งานนักศึกษาที่ทำวิจัยให้ทำงานให้โดย ไม่ได้รับการอ้างถึงหรือมีการอ้างอิงผลงานของนักศึกษา หรือใช้นักศึกษาที่กำลังทำวิจัยเป็นแรงงานของภาควิชาโดยที่ไม่จ่ายค่าตอบแทน
อุดมคติทางด้านการวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา
ข้อ ควรคำนึงบางประการเกี่ยวกับธรรมชาติและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษาโดยเฉพาะระดับปริญญาเอกซึ่งมีความเชื่อว่าผลงานวิจัยระดับ ดุษฎีนิพนธ์ควรเป็นงานวิชาการที่มุ่งสร้างองค์ความรู้หรือความคิดรวบยอดใหม่ ๆ งานวิจัยทั้งหมดต้องเป็นงานเฉพาะของนักศึกษาผู้เดียวเท่านั้น เป็นผลผลิตของความคิดที่เป็นอิสระ มีความเป็นนวภาพหรือใหม่ และเป็นพื้นฐานของการศึกษาต่อไปได้อีกยาวนาน การทำการศึกษาวิจัยในระดับปริญญาเอกไม่ใช่เป็นการมาเป็นผู้ฝึกหัดการทำวิจัย หรือเพื่อหาประสบการณ์และทักษะการทำวิจัย หรือได้มาสังสรรค์กับผู้มีอาชีพนักวิชาการ การศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นเป็นแนวทางของการไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็น สำคัญ
ในขณะที่อีกความคิดหนึ่งมองว่าการที่นักศึกษาทำวิจัยเป็นการ เริ่มต้นการเรียนรู้ในกระบวนการของการทำวิจัยเพื่อนำไปใช้สำหรับการหาคำตอบ ของปัญหาใด ๆ ก็ได้ทั้งที่อยู่ในสาขาวิชาชีพและนอกสาขาวิชาชีพของตน ปัญหาวิจัยที่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษานำมาศึกษานั้นควรเป็นส่วนหนึ่งของ ปัญหาใหญ่ที่มีผู้ร่วมงานเกี่ยวข้องหลายคนและช่วยกัน หรือร่วมมือกันทำเป็นทีม และสามารถใช้ประโยชน์จากผลงานของสมาชิกในทีมได้ ผลผลิตหรือผลงานวิจัยของนักศึกษาไม่ถูกมองว่าเป็นงานของนักศึกษาแต่เพียงผู้ เดียว แต่เป็นผลงานของทีมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย
มุมมองที่แตกต่างกันนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่มองมีตำแหน่งหรือสถานภาพอะไร มีค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ประสบการณ์ที่ผู้วิจัยได้รับขณะทำวิจัยก็แตกต่างกัน ความพอใจหรือความยากลำบากของผู้วิจัยก็อาจจะแตกต่างจากคณะผู้ร่วมทำวิจัย บางคนอาจให้ความสำคัญที่ปัญหาวิจัย และกระบวนการวิจัย แต่บางคนให้ความสำคัญกับบริบทหรือประโยชน์ของงานวิจัย บางคนมีปัญหาในด้านการบริหารเวลาในการทำวิจัย บางคนกลับมีปัญหาในการที่ต้องมีตารางทำงานที่ชัดเจนร่วมกับผู้อื่นที่อยู่ใน ทีมวิจัย ผู้วิจัยบางคนอาจรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ในขณะที่บางคนบอกว่าการพบกับที่ปรึกษาทุกวันหรือบ่อย ๆ ไม่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญนัก หรือไม่จำเป็นมากนักอาจารย์ที่ปรึกษาต้องเก็บความแตกต่างเหล่านี้ไว้ในใจ และสงวนทีท่าที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบกับนักศึกษา และเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่มีต่อกระบวนการให้คำปรึกษาแล้วพบว่ามีปัจจัย หลายประการ เช่น การบริหารจัดการหลักสูตรและการสอนของภาควิชา/สาขาวิชา การฝึกอบรมอาจารย์ที่ปรึกษา กระบวนการตรวจสอบความก้าวหน้าของการทำวิจัยของนักศึกษา และการดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นต้น รวมทั้งการตัดงบประมาณการสนับสนุนการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา การขาดการสนับสนุนด้านทุนวิจัย หรือการให้การสนับสนุนทุนวิจัย ล้วนมีผลและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น นอกจากนี้การแข่งขันของมหาวิทยาลัยและการบังคับให้ต้องนำผลงานวิจัยลงตี พิมพ์หรือเผยแพร่ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ หรือมี Impact Factor* ก็เป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการให้คำปรึกษาเช่นกัน
- The impact factor for a journal is calculated based on a three-year period, and can be considered to be the average number of times published papers are cited up to two years after publication. For example, the impact factor 2007 for a journal would be calculated as follows: A = the number of times articles published in 2005-6 were cited in indexed journals during 2007
B = the number of articles, reviews, proceedings or notes published in 2005-6Impact Factor 2007 = A/B(Note that the impact factor 2006 will be actually published in 2007, because it could not be calculated until all of the 2007 publications had been received. Impact factor 2007 will be published in 2008)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลัก ๆ ที่มีผลอย่างมากในกระบวนการของการให้คำปรึกษาได้แก่ ประสบการณ์ทางวิชาการและทักษะในการทำวิจัยของทั้งผู้ทำวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของการให้คำปรึกษา และคุณภาพของผลงานวิจัย รวมทั้งคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาอีกด้วย
บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์ ที่ปรึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาที่ทำโครงการ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ มีบทบาทหลายอย่างเพื่อช่วยให้นักศึกษาหรือผู้เรียนสามารถบรรลุผลของการทำ วิจัยได้สำเร็จดังนี้
- Director ทำหน้าที่พิจารณาหัวข้อ วิธีการ และแนวคิดในการทำวิจัย
- Facilitator ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญและจัดการกับงานภาคสนาม
- Adviser เสนอแนะเทคนิควิธีและทางเลือกให้
- Guide แนะนำการบริหารจัดการเวลาและการเขียนรายงานการวิจัย ให้คำติชมในผลงาน แนะแนวทางในการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
- Critic ออกแบบคำถามร่างโครงร่างของแต่ละบท แปลผลข้อมูล
- Freedom giver ให้นักศึกษาได้ตัดสินใจเอง และสนับสนุนการตัดสินใจของนักศึกษา
- Supporter ให้แรงกระตุ้น แสดงความสนใจ และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักศึกษา
- Friend ให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่น ๆ ของนักศึกษา
- Manager ตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบการทำงานในแต่ละขั้น ให้คำเสนอแนะอย่างเป็นระบบ และวางแผนในการทำงาน
- Examiner ตรวจสอบกระบวนการทำวิจัย เตรียมการสอบปากเปล่า การเตรียมรายงานความก้าวหน้า และให้คำแนะนำกับคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่สอบ
การกำหนดบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาให้ได้ครอบคลุมนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีแนวความคิดที่ไม่เหมือนกันในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของอาจารย์ ที่ปรึกษาอีกด้วย เช่น เรื่องของหัวข้อวิจัยนั้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบหรือบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาหรือของนักศึกษาที่เป็น ผู้ทำวิจัย การเลือกระเบียบวิธีวิจัยควรให้ผู้ใดกำหนด การกำหนดเวลาพบกับอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับความช่วยเหลือที่อาจารย์ที่ปรึกษาควรให้แก่นักศึกษาผู้ทำการวิจัย และประการสุดท้าย เรื่องมาตรฐานของงานวิจัยโดยเฉพาะอย่า